จัดทำโดย 4901102313 ธนพัฒน์ วรเพียร
เมื่อปลายเดือนมกราคม 2551 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชและรัฐสภาสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีวงเงินประมาณ 1.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วยการคืนภาษีให้กับครัวเรือนและมาตรการสร้างแรงจูงใจให้แก่ภาคธุรกิจ โดยคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นให้ชาวอเมริกันออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นหนทางที่ช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ รอดพ้นการก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจหรือแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสในครั้งนี้
"แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส" เป็นคำเรียกปัญหาเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ลักษณะเดียวกันกับที่ประเทศไทยเคยประสบเมื่อปี 2540 ที่ถูกเรียกว่า "วิกฤตต้มยำกุ้ง"
จุดกำเนิดของแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่สหรัฐฯเผชิญอยู่นี้ มาจากเหตุการณ์ฟองสบู่อุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตแตกเมื่อปี ค.ศ.2000 บวกกับเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 ที่กระหน่ำซ้ำอีกระลอกหนึ่ง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องกอบกู้สถานการณ์ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงขนานใหญ่จากร้อยละ 6 เหลือเพียงร้อยละ 1 ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี ค.ศ.2002แต่ภายใต้การฟื้นตัวนี้เองที่ก่อให้เกิดปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ในเวลาต่อมา เมื่อธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพรม์) ชาวอเมริกันจึงพากันขอกู้เงินซื้อบ้านเพิ่มมากขึ้นเพื่อเก็งกำไร อีกทั้งมีการสร้างบ้านออกมาขายเกินกว่าความต้องการ จึงทำให้มีบ้านอยู่ใน สต๊อกรอการขายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับสหรัฐฯเข้าสู่ช่วงของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ซับไพรม์ จุดกำเนิดของแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่สหรัฐฯเผชิญอยู่นี้ มาจากเหตุการณ์ฟองสบู่อุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตแตกเมื่อปี ค.ศ.2000 บวกกับเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 ที่กระหน่ำซ้ำอีกระลอกหนึ่ง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องกอบกู้สถานการณ์ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงขนานใหญ่จากร้อยละ 6 เหลือเพียงร้อยละ 1 ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี ค.ศ.2002แต่ภายใต้การฟื้นตัวนี้เองที่ก่อให้เกิดปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ในเวลาต่อมา เมื่อธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพรม์) ชาวอเมริกันจึงพากันขอกู้เงินซื้อบ้านเพิ่มมากขึ้นเพื่อเก็งกำไร อีกทั้งมีการสร้างบ้านออกมาขายเกินกว่าความต้องการ จึงทำให้มีบ้านอยู่ใน สต๊อกรอการขายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับสหรัฐฯเข้าสู่ช่วงของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ซับไพรม์
การแตกของฟองสบู่ที่อยู่อาศัยจึงนำไปสู่ปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก ทำให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเกิดปัญหาหนี้เสียและความไม่เพียงพอของเงินทุน ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่ถูกปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลง จึงส่งผลให้ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้เงินกู้ของลูกหนี้ลดน้อยลงเรื่อยๆโดยเฉพาะลูกหนี้ซับไพรม์ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนแอและมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มากที่สุด
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการสหรัฐฯเพื่อยับยั้งแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสในครั้งนี้ประกอบด้วยการคืนภาษีราว 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับบุคคลธรรมดาและในส่วนของครัวเรือนจะได้รับคืนภาษีราว 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทั้งยังได้รับเพิ่มอีก 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบุตร 1 คน โดยประเมินว่าตัวเลขผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการครั้งนี้จะอยู่ที่ประมาณ 117 ล้านครอบครัว ขณะเดียวกันมาตรการนี้ รัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช คาดว่าจะสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุนแก่ภาคธุรกิจโดยบริษัทสามารถหักลดหย่อนได้ร้อยละ 50 ของต้นทุนในการซื้ออุปกรณ์ใหม่
อย่างไรก็ตาม การผ่านร่างความเห็นชอบกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากนัก ซึ่งเห็นได้จากการตอบสนองในเชิงลบของตลาดหุ้นสำคัญของสหรัฐฯ โดยปฎิกิริยาของตลาดหุ้นต่อมาตรการครั้งนี้แตกต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้มีการดำเนินมาตรการทางการเงินแบบช็อคโลกหรือฉุกเฉิน ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed Funds Rate) ลงร้อยละ 0.75 ไปอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 23 ปี ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ที่ร้อยละ 3.00 และมีแนวโน้มจะปรับลดลงอีกจนเหลือร้อยละ 2.00 ภายในสิ้นปีนี้
การร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่ แม้ว่าในเบื้องต้นการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้จะเป็นการชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการสหรัฐฯในการแก้ปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจ หลังจากที่มองว่าลำพังมาตรการทางการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเยียวยาเศรษฐกิจที่ดิ่งลึกลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้
อย่างไรก็ตาม การที่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯได้กล่าวในเชิงยอมรับว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังเผชิญกับความเสี่ยงในเชิงลบมากขึ้น อันเป็นผลจากปัญหาวิกฤตในตลาดซับไพรม์และภาวะความตึงตัวในตลาดสินเชื่อที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการดำเนินการของภาคธุรกิจ ทำให้นักวิเคราะห์ต่างมองว่า วงเงินที่ใช้ในการดำเนินการมูลค่า 1.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ดูจะเป็นงบประมาณที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายรวมกันทั่วโลกที่มีการประเมินกันไว้ที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ดังนั้น การใส่เงินเข้าไปในกระเป๋าเพียงเล็กน้อยเท่านี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะกระตุ้นให้คนอเมริกันออกมาใช้จ่ายกันมากขึ้นตราบใดที่ยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ในส่วนของภาคธุรกิจเอง เมื่อต้องเผชิญกับภาวะหดตัวของอุปสงค์ในประเทศ แม้รัฐบาลจะเสนอมาตรการจูงใจให้สามารถหักภาษีจากการซื้ออุปกรณ์เครื่องจักรใหม่ แต่ก็คงไม่มีเหตุผลที่ภาคธุรกิจจะมีการลงทุนเพิ่มตราบใดที่ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศ
คำถาม
1.แฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่อเมริกากำลังประสบปัญหามีจุดกำเนิดจากเหตุการณ์ใด
2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการสหรัฐฯกระทำโดยวิธีการใด
3.เพราะเหตุใดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว จึงไม่สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนมากนัก
ที่มา http://www.wiszanu.com/index.php?option=com_content&task=view&id=487&Itemid=51
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
3 ความคิดเห็น:
1.แฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่อเมริกากำลังประสบปัญหามีจุดกำเนิดจากเหตุการณ์ใด
ตอบ จุดกำเนิดมาจากเหตุการณ์ฟองสบู่อุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตแตกเมื่อปี ค.ศ.2000 บวกกับเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 ที่กระหน่ำซ้ำอีกระลอกหนึ่ง
2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการสหรัฐฯกระทำโดยวิธีการใด
ตอบ วิธีคืนภาษีให้กับบุคคลธรรมดาและในส่วนของครัวเรือน
3.เพราะเหตุใดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว จึงไม่สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนมากนักวะย่ำแย่
ตอบ เพราะการร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่
ตอบโดย นางสาว พจนารถ สุภัทร์วัน 48210398
คำตอบคือ
1. จุดกำเนิดมาจากเหตุการณ์ฟองสบู่อุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตแตกเมื่อปี ค.ศ.2000 บวกกับเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001
2. กระทำโดยวิธีคืนภาษีให้กับบุคคลธรรมดาและในส่วนของครัวเรือน
3. เพราะการร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่
นาย ภัทรศัย แซ่อ๋อง
เลขทะเบียน 48110560
1.จุดกำเนิดมาจากเหตุการณ์ฟองสบู่อุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตแตกเมื่อปี ค.ศ.2000 บวกกับเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 ที่กระหน่ำซ้ำอีกระลอกหนึ่ง
2.วิธีคืนภาษีให้กับบุคคลธรรมดาและในส่วนของครัวเรือน
3.เพราะการร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่
นางสาวลดาวัลย์ พองาม
เลขทะเบียน 48210277
แสดงความคิดเห็น