จัดทำโดย 4901102313 ธนพัฒน์ วรเพียร
เมื่อปลายเดือนมกราคม 2551 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชและรัฐสภาสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีวงเงินประมาณ 1.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วยการคืนภาษีให้กับครัวเรือนและมาตรการสร้างแรงจูงใจให้แก่ภาคธุรกิจ โดยคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นให้ชาวอเมริกันออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นหนทางที่ช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ รอดพ้นการก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจหรือแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสในครั้งนี้
"แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส" เป็นคำเรียกปัญหาเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ลักษณะเดียวกันกับที่ประเทศไทยเคยประสบเมื่อปี 2540 ที่ถูกเรียกว่า "วิกฤตต้มยำกุ้ง"
จุดกำเนิดของแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่สหรัฐฯเผชิญอยู่นี้ มาจากเหตุการณ์ฟองสบู่อุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตแตกเมื่อปี ค.ศ.2000 บวกกับเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 ที่กระหน่ำซ้ำอีกระลอกหนึ่ง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องกอบกู้สถานการณ์ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงขนานใหญ่จากร้อยละ 6 เหลือเพียงร้อยละ 1 ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี ค.ศ.2002แต่ภายใต้การฟื้นตัวนี้เองที่ก่อให้เกิดปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ในเวลาต่อมา เมื่อธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพรม์) ชาวอเมริกันจึงพากันขอกู้เงินซื้อบ้านเพิ่มมากขึ้นเพื่อเก็งกำไร อีกทั้งมีการสร้างบ้านออกมาขายเกินกว่าความต้องการ จึงทำให้มีบ้านอยู่ใน สต๊อกรอการขายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับสหรัฐฯเข้าสู่ช่วงของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ซับไพรม์ จุดกำเนิดของแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่สหรัฐฯเผชิญอยู่นี้ มาจากเหตุการณ์ฟองสบู่อุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตแตกเมื่อปี ค.ศ.2000 บวกกับเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 ที่กระหน่ำซ้ำอีกระลอกหนึ่ง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องกอบกู้สถานการณ์ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงขนานใหญ่จากร้อยละ 6 เหลือเพียงร้อยละ 1 ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี ค.ศ.2002แต่ภายใต้การฟื้นตัวนี้เองที่ก่อให้เกิดปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ในเวลาต่อมา เมื่อธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพรม์) ชาวอเมริกันจึงพากันขอกู้เงินซื้อบ้านเพิ่มมากขึ้นเพื่อเก็งกำไร อีกทั้งมีการสร้างบ้านออกมาขายเกินกว่าความต้องการ จึงทำให้มีบ้านอยู่ใน สต๊อกรอการขายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับสหรัฐฯเข้าสู่ช่วงของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ซับไพรม์
การแตกของฟองสบู่ที่อยู่อาศัยจึงนำไปสู่ปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก ทำให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเกิดปัญหาหนี้เสียและความไม่เพียงพอของเงินทุน ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่ถูกปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลง จึงส่งผลให้ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้เงินกู้ของลูกหนี้ลดน้อยลงเรื่อยๆโดยเฉพาะลูกหนี้ซับไพรม์ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนแอและมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มากที่สุด
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการสหรัฐฯเพื่อยับยั้งแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสในครั้งนี้ประกอบด้วยการคืนภาษีราว 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับบุคคลธรรมดาและในส่วนของครัวเรือนจะได้รับคืนภาษีราว 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทั้งยังได้รับเพิ่มอีก 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบุตร 1 คน โดยประเมินว่าตัวเลขผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการครั้งนี้จะอยู่ที่ประมาณ 117 ล้านครอบครัว ขณะเดียวกันมาตรการนี้ รัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช คาดว่าจะสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุนแก่ภาคธุรกิจโดยบริษัทสามารถหักลดหย่อนได้ร้อยละ 50 ของต้นทุนในการซื้ออุปกรณ์ใหม่
อย่างไรก็ตาม การผ่านร่างความเห็นชอบกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากนัก ซึ่งเห็นได้จากการตอบสนองในเชิงลบของตลาดหุ้นสำคัญของสหรัฐฯ โดยปฎิกิริยาของตลาดหุ้นต่อมาตรการครั้งนี้แตกต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้มีการดำเนินมาตรการทางการเงินแบบช็อคโลกหรือฉุกเฉิน ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed Funds Rate) ลงร้อยละ 0.75 ไปอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 23 ปี ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ที่ร้อยละ 3.00 และมีแนวโน้มจะปรับลดลงอีกจนเหลือร้อยละ 2.00 ภายในสิ้นปีนี้
การร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่ แม้ว่าในเบื้องต้นการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้จะเป็นการชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการสหรัฐฯในการแก้ปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจ หลังจากที่มองว่าลำพังมาตรการทางการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเยียวยาเศรษฐกิจที่ดิ่งลึกลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้
อย่างไรก็ตาม การที่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯได้กล่าวในเชิงยอมรับว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังเผชิญกับความเสี่ยงในเชิงลบมากขึ้น อันเป็นผลจากปัญหาวิกฤตในตลาดซับไพรม์และภาวะความตึงตัวในตลาดสินเชื่อที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการดำเนินการของภาคธุรกิจ ทำให้นักวิเคราะห์ต่างมองว่า วงเงินที่ใช้ในการดำเนินการมูลค่า 1.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ดูจะเป็นงบประมาณที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายรวมกันทั่วโลกที่มีการประเมินกันไว้ที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ดังนั้น การใส่เงินเข้าไปในกระเป๋าเพียงเล็กน้อยเท่านี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะกระตุ้นให้คนอเมริกันออกมาใช้จ่ายกันมากขึ้นตราบใดที่ยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ในส่วนของภาคธุรกิจเอง เมื่อต้องเผชิญกับภาวะหดตัวของอุปสงค์ในประเทศ แม้รัฐบาลจะเสนอมาตรการจูงใจให้สามารถหักภาษีจากการซื้ออุปกรณ์เครื่องจักรใหม่ แต่ก็คงไม่มีเหตุผลที่ภาคธุรกิจจะมีการลงทุนเพิ่มตราบใดที่ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศ
คำถาม
1.แฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่อเมริกากำลังประสบปัญหามีจุดกำเนิดจากเหตุการณ์ใด
2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการสหรัฐฯกระทำโดยวิธีการใด
3.เพราะเหตุใดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว จึงไม่สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนมากนัก
ที่มา http://www.wiszanu.com/index.php?option=com_content&task=view&id=487&Itemid=51
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สินเชื่อ SMEs ตอน บทบาทของธนาคารพาณิชย์
จัดทำโดย 4901102293 วิษณุ ลอยมา
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการสนับสนุนสินเชื่อที่เก่าแก่ที่สุดคือ ทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ (the commercial loan theory) ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ The Wealth of Nations ของ Adam Smith ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2319 โดยมีประเด็นที่ชี้ว่า ธนาคารพาณิชย์ควรสนับสนุนเฉพาะเงินกู้ที่มีลักษณะ 3 ประการ คือ เป็นเงินกู้ระยะสั้น (short term loan) ที่มีระยะเวลาการชำระคืนไม่เกิน 1 ปี สามารถชำระหนี้ได้ด้วยตัวเอง (self liquidating) และเป็นหนี้ในเชิงพาณิชย์ (commercial paper) หมายถึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การเคลื่อนย้าย และการตลาดของสินค้าที่แท้จริง
อย่างไรก็ตามในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ได้เกิดทฤษฎีใหม่ที่เกี่ยวกับการให้กู้ของธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกา คือ ทฤษฎีแห่งการคาดคะเนรายได้ล่วงหน้า (anticipated income theory) ซึ่งมีข้อสรุปตรงข้ามกับทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ โดยสนับสนุนการให้เงินกู้ระยะยาวหากผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตได้ (Smith อ้างถึงใน วเรศ อุปปาติก, 2541, หน้า 19)
ทฤษฎีสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่มีการอ้างอิงกันมากอีกทฤษฎี คือ ทฤษฎีตัวกลางทางการเงิน (Financial Intermediaries Theory) ที่ได้ระบุถึงความสำคัญของธนาคารพาณิชย์ซึ่งทำหน้าที่ในการดูดซับเงินออมส่วนเกินของครัวเรือนเพื่อส่งต่อไปยังนักลงทุนที่มีความต้องการลงทุน ซึ่งธนาคารสามารถดำเนินบทบาทดังกล่าวได้อย่างดี เนื่องจากธนาคารมีความสามารถในการประเมินความเสี่ยง (assessing risk) จากความสามารถในการรวบรวมข้อมูลและการจัดทำนิติกรรมสัญญา ในขณะเดียวกัน ทฤษฎีกระจายความเสี่ยง (portfolio diversification) ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ธนาคารสามารถกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ดำเนินธุรกิจกับลูกค้าจำนวนมาก มีประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าจากความได้เปรียบของต้นทุนการดำเนินงาน (transaction cost) ที่ต่ำ ซึ่งเป็นผลจากการประหยัดจากขนาด (economy of scale)
จากบทความที่มีชื่อเสียงของ Stiglitz and Weiss (1981) ได้เกิดแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ในเรื่องความอสมมาตรของข้อมูล (asymmetric information) ซึ่งมีการนำไปใช้อธิบายลักษณะตลาดสินเชื่อว่าเป็นตลาดที่ไม่สมบูรณ์ (imperfection in credit market) เนื่องจากผู้ให้กู้มีข้อมูลของผู้กู้น้อยกว่าผู้กู้ โดยในแนวคิดนี้ธนาคารพาณิชย์จะมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นตัวกลางทางการเงิน เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาอสมมาตรของข้อมูลได้ดีกว่าผู้ให้กู้อื่น ๆ ด้วยเหตุของจำนวนลูกค้าที่มาก ซึ่งก่อให้เกิดการประหยัดจากขนาด (economy of scale) ในการรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้กู้ในระยะยาว (long-term customer relationship)
สำหรับทฤษฎีที่มีความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนในเรื่องของการสนับสนุนสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ต่อ SMEs คือ ทฤษฎีการจัดสรรสินเชื่อ (Theory of Credit Rationing) ซึ่งได้กล่าวว่าความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูลจะนำไปสู่ปัญหาการเลือกที่ผิด (adverse selection) โดยนำแนวคิดเรื่องความอสมมาตรของข้อมูล (asymmetric information) มาใช้ โดยอธิบายว่า ก่อนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ธนาคารไม่สามารถแยกผู้กู้ที่คาดว่าจะมีผลตอบแทนที่สูงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงออกจากผู้กู้ที่มีผลตอบแทนที่ต่ำกว่า รวมถึงไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าผู้กู้รายใดจะมีพฤติกรรมไร้จรรยาบรรณ (moral hazard) ซึ่งนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ในโครงการอื่นที่มีความเสี่ยงสูง จากปัญหาดังกล่าว เมื่อความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ธนาคารจึงไม่ได้ใช้กลไกของอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว แต่ใช้วิธีการจัดสรรสินเชื่อ (credit rationing) เนื่องจากผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงยินดีที่จะจ่ายอัตราดอกเบี้ยในระดับที่สูงกว่าผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ และผู้กู้ที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูงมีแนวโน้มที่จะนำเงินกู้ไปลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ทั้งนี้ SMEs ต้องเผชิญกับปัญหาการจัดสรรสินเชื่อมากกว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่เนื่องจากความอ่อนแอในระบบบัญชีและการเงินตลอดจนลักษณะการบริหารงานแบบครอบครัว ทำให้ความอสมมาตรของข้อมูลระหว่างธนาคารกับ SMEs มีมากกว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่ ส่งผลให้ SMEs ที่มีโครงการซึ่งมีความเป็นไปได้สูงและมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value--NPV) เป็นบวก มีโอกาสไม่ได้รับสินเชื่อ
ธนาคารพาณิชย์พยายามหาแนวทางในการป้องกันปัญหาการเลือกผิด (adverse selection) ด้วยการขจัดความไม่เท่าเทียมของข้อมูลโดยกำหนดให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รวบรวมและรายงานข้อมูลที่จะสามารถแยกแยะกิจการที่ดีออกจากกิจการที่ไม่ดีได้ โดยในต่างประเทศ หน่วยงานที่ดำเนินการดังกล่าว คือ บริษัทที่จัดอันดับเครดิต (credit rating) เช่น Standard and Poor’s หรือMoody’s Investors Service ซึ่งในทางปฏิบัติ บริษัทเหล่านี้จะประเมินข้อมูลของธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก
สำหรับการป้องกันปัญหาการไร้จรรยาบรรณ (moral hazzard) นั้น ธนาคารใช้วิธีการอนุมัติสินเชื่อให้กับโครงการที่มีสัดส่วนมูลค่าสินทรัพย์สุทธิสูงเทียบกับขนาดของวงเงินสินเชื่อ เพื่อให้ผู้กู้เกิดความรับผิดชอบในการใช้เงิน นอกจากนั้น การขอหลักประกันจากผู้กู้ถือได้ว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ธนาคารใช้ในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ (Mishkin, 2001, pp. 213-213) อย่างไรก็ตาม การขอหลักประกันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์เผชิญกับปัญหาการเลือกที่ผิด (adverse selection) เช่นกัน โดยผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงจะพยายามหาหลักประกันให้กับธนาคาร ในขณะที่ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำจะหันไปพึ่งพาการระดมทุนจากตลาดการเงินอื่น
ธนาคารเป็นองค์กรที่แสวงหากำไรสูงสุดด้วยการให้เงินกู้กับผู้กู้ในปัจจุบันโดยคาดว่าจะได้รับคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยในอนาคต (Burton & Lombra, 2003, p. 233) ด้วยการที่ผลประโยชน์ที่จะได้รับมีความผูกพันกับอนาคต ทำให้ธุรกรรมด้านสินเชื่อมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้ แต่สามารถทำให้น้อยที่สุดได้ (minimize risk) โดยการบริหารความเสี่ยง (risk management) ผ่านนโยบายสินเชื่อ (credit policy) ด้วยวิธีการ ต่าง ๆ เช่น การจำกัดขนาดของวงเงินสินเชื่อต่อราย การกระจายประเภทธุรกิจที่ให้สินเชื่อ (credit portfolio) รวมถึงการใช้เครื่องมือด้านการวิเคราะห์การเงินเพื่อการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ (credit worthiness assessment) (Cade, 1999, p. 135; Hempel & Simonson, 1999, p. 73)
Altman and Saunders (1998, pp. 1722-1726) พบว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รูปแบบการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่ได้รับความนิยมมีด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรก เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ (subjective analysis or expertise analysis) ซึ่งใช้หลักการวิเคราะห์ 5C’s เป็นเครื่องมือหลัก โดย 5C’s หมายถึง ความน่าเชื่อถือของผู้กู้ (character) ความเพียงพอของเงินทุน (capital) ความสามารถในการชำระหนี้ (capacity) หลักประกัน (collateral) และภาวะธุรกิจ (condition) วิธีที่สอง เป็นการใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบคะแนนสินเชื่อ (credit scoring system) ซึ่งมีการให้น้ำหนักกับอัตราส่วนทางการเงิน ต่าง ๆ อาทิเช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้รวม อัตราส่วนของรายได้ต่อสินทรัพย์ อัตราเติบโตของรายได้ อัตราเติบโตของสินทรัพย์ เป็นต้น โดยใช้เครื่องมือทางสถิติในรูปแบบจำลองประเภทต่าง ๆ เข้ามาช่วย เช่น แบบจำลองความเป็นไปได้แบบเส้นตรง (the linear probability model) แบบจำลองลอจิก (the logic model) แบบจำลองโฟบิท (the probit model) และแบบจำลองการวิเคราะห์แบบแบ่งแยก (the discriminant analysis model) วิธีที่สาม คือ แบบจำลองตลาดทุน (capital market model) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประเมินความเป็นไปได้ของการผิดนัดชำระและการล้มละลายอย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อยืนยันว่าการใช้การประเมินความเสี่ยงสินเชื่อด้วยวิธีใดมีประสิทธิภาพที่สุด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะใช้แนวทางใดในการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ การประเมินที่ถูกต้องใกล้เคียงย่อมขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ธนาคารได้รับจากผู้กู้หรือการรวบรวมข้อมูลของผู้กู้
จากระบบของการประเมินความเสี่ยงดังกล่าว สามารถแยกความเสี่ยงของสินเชื่อได้เป็น 2 ประเภท คือ ความเสี่ยงสินเชื่อทางตรง (direct credit risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ประเมินจากข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative information) จากงบการเงินและส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ (หากตัวเลขที่ได้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องไม่ถูกบิดเบือน) และความเสี่ยงสินเชื่อทางอ้อม (indirect credit risk) เช่น ขนาดกิจการ อายุกิจการ รูปแบบกิจการ โดยกิจการที่มีขนาดใหญ่กว่า อายุนานกว่า กิจการที่เป็นนิติบุคคลจะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือกว่า และมีการเปิดเผยข้อมูลมากกว่า ส่งผลให้ความเสี่ยงของกิจการในสายตาของธนาคารลดลง
คำถาม
1.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการสนับสนุนสินเชื่อที่เก่าแก่ที่สุดคือ?
2.มีการเกิดทฤษฎีใหม่ที่เกี่ยวกับการให้กู้ของธนาคารพาณิชยในสหรัฐอเมริกาคือทฤษฎี?
3.จากระบบของการประเมินความเสี่ยงสามารถแยกสินเชื่อได้กี่ประเภท อะไรบ้าง?
ที่มา
http://www.powerplanthailand.com/index.php/บทความ/สินเชื่อ/สินเชื่อ-SMEs-ตอน-บทบาทของธนาคารพาณิชย์.html
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการสนับสนุนสินเชื่อที่เก่าแก่ที่สุดคือ ทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ (the commercial loan theory) ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ The Wealth of Nations ของ Adam Smith ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2319 โดยมีประเด็นที่ชี้ว่า ธนาคารพาณิชย์ควรสนับสนุนเฉพาะเงินกู้ที่มีลักษณะ 3 ประการ คือ เป็นเงินกู้ระยะสั้น (short term loan) ที่มีระยะเวลาการชำระคืนไม่เกิน 1 ปี สามารถชำระหนี้ได้ด้วยตัวเอง (self liquidating) และเป็นหนี้ในเชิงพาณิชย์ (commercial paper) หมายถึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การเคลื่อนย้าย และการตลาดของสินค้าที่แท้จริง
อย่างไรก็ตามในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ได้เกิดทฤษฎีใหม่ที่เกี่ยวกับการให้กู้ของธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกา คือ ทฤษฎีแห่งการคาดคะเนรายได้ล่วงหน้า (anticipated income theory) ซึ่งมีข้อสรุปตรงข้ามกับทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ โดยสนับสนุนการให้เงินกู้ระยะยาวหากผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตได้ (Smith อ้างถึงใน วเรศ อุปปาติก, 2541, หน้า 19)
ทฤษฎีสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่มีการอ้างอิงกันมากอีกทฤษฎี คือ ทฤษฎีตัวกลางทางการเงิน (Financial Intermediaries Theory) ที่ได้ระบุถึงความสำคัญของธนาคารพาณิชย์ซึ่งทำหน้าที่ในการดูดซับเงินออมส่วนเกินของครัวเรือนเพื่อส่งต่อไปยังนักลงทุนที่มีความต้องการลงทุน ซึ่งธนาคารสามารถดำเนินบทบาทดังกล่าวได้อย่างดี เนื่องจากธนาคารมีความสามารถในการประเมินความเสี่ยง (assessing risk) จากความสามารถในการรวบรวมข้อมูลและการจัดทำนิติกรรมสัญญา ในขณะเดียวกัน ทฤษฎีกระจายความเสี่ยง (portfolio diversification) ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ธนาคารสามารถกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ดำเนินธุรกิจกับลูกค้าจำนวนมาก มีประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าจากความได้เปรียบของต้นทุนการดำเนินงาน (transaction cost) ที่ต่ำ ซึ่งเป็นผลจากการประหยัดจากขนาด (economy of scale)
จากบทความที่มีชื่อเสียงของ Stiglitz and Weiss (1981) ได้เกิดแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ในเรื่องความอสมมาตรของข้อมูล (asymmetric information) ซึ่งมีการนำไปใช้อธิบายลักษณะตลาดสินเชื่อว่าเป็นตลาดที่ไม่สมบูรณ์ (imperfection in credit market) เนื่องจากผู้ให้กู้มีข้อมูลของผู้กู้น้อยกว่าผู้กู้ โดยในแนวคิดนี้ธนาคารพาณิชย์จะมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นตัวกลางทางการเงิน เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาอสมมาตรของข้อมูลได้ดีกว่าผู้ให้กู้อื่น ๆ ด้วยเหตุของจำนวนลูกค้าที่มาก ซึ่งก่อให้เกิดการประหยัดจากขนาด (economy of scale) ในการรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้กู้ในระยะยาว (long-term customer relationship)
สำหรับทฤษฎีที่มีความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนในเรื่องของการสนับสนุนสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ต่อ SMEs คือ ทฤษฎีการจัดสรรสินเชื่อ (Theory of Credit Rationing) ซึ่งได้กล่าวว่าความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูลจะนำไปสู่ปัญหาการเลือกที่ผิด (adverse selection) โดยนำแนวคิดเรื่องความอสมมาตรของข้อมูล (asymmetric information) มาใช้ โดยอธิบายว่า ก่อนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ธนาคารไม่สามารถแยกผู้กู้ที่คาดว่าจะมีผลตอบแทนที่สูงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงออกจากผู้กู้ที่มีผลตอบแทนที่ต่ำกว่า รวมถึงไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าผู้กู้รายใดจะมีพฤติกรรมไร้จรรยาบรรณ (moral hazard) ซึ่งนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ในโครงการอื่นที่มีความเสี่ยงสูง จากปัญหาดังกล่าว เมื่อความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ธนาคารจึงไม่ได้ใช้กลไกของอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว แต่ใช้วิธีการจัดสรรสินเชื่อ (credit rationing) เนื่องจากผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงยินดีที่จะจ่ายอัตราดอกเบี้ยในระดับที่สูงกว่าผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ และผู้กู้ที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูงมีแนวโน้มที่จะนำเงินกู้ไปลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ทั้งนี้ SMEs ต้องเผชิญกับปัญหาการจัดสรรสินเชื่อมากกว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่เนื่องจากความอ่อนแอในระบบบัญชีและการเงินตลอดจนลักษณะการบริหารงานแบบครอบครัว ทำให้ความอสมมาตรของข้อมูลระหว่างธนาคารกับ SMEs มีมากกว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่ ส่งผลให้ SMEs ที่มีโครงการซึ่งมีความเป็นไปได้สูงและมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value--NPV) เป็นบวก มีโอกาสไม่ได้รับสินเชื่อ
ธนาคารพาณิชย์พยายามหาแนวทางในการป้องกันปัญหาการเลือกผิด (adverse selection) ด้วยการขจัดความไม่เท่าเทียมของข้อมูลโดยกำหนดให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รวบรวมและรายงานข้อมูลที่จะสามารถแยกแยะกิจการที่ดีออกจากกิจการที่ไม่ดีได้ โดยในต่างประเทศ หน่วยงานที่ดำเนินการดังกล่าว คือ บริษัทที่จัดอันดับเครดิต (credit rating) เช่น Standard and Poor’s หรือMoody’s Investors Service ซึ่งในทางปฏิบัติ บริษัทเหล่านี้จะประเมินข้อมูลของธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก
สำหรับการป้องกันปัญหาการไร้จรรยาบรรณ (moral hazzard) นั้น ธนาคารใช้วิธีการอนุมัติสินเชื่อให้กับโครงการที่มีสัดส่วนมูลค่าสินทรัพย์สุทธิสูงเทียบกับขนาดของวงเงินสินเชื่อ เพื่อให้ผู้กู้เกิดความรับผิดชอบในการใช้เงิน นอกจากนั้น การขอหลักประกันจากผู้กู้ถือได้ว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ธนาคารใช้ในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ (Mishkin, 2001, pp. 213-213) อย่างไรก็ตาม การขอหลักประกันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์เผชิญกับปัญหาการเลือกที่ผิด (adverse selection) เช่นกัน โดยผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงจะพยายามหาหลักประกันให้กับธนาคาร ในขณะที่ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำจะหันไปพึ่งพาการระดมทุนจากตลาดการเงินอื่น
ธนาคารเป็นองค์กรที่แสวงหากำไรสูงสุดด้วยการให้เงินกู้กับผู้กู้ในปัจจุบันโดยคาดว่าจะได้รับคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยในอนาคต (Burton & Lombra, 2003, p. 233) ด้วยการที่ผลประโยชน์ที่จะได้รับมีความผูกพันกับอนาคต ทำให้ธุรกรรมด้านสินเชื่อมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้ แต่สามารถทำให้น้อยที่สุดได้ (minimize risk) โดยการบริหารความเสี่ยง (risk management) ผ่านนโยบายสินเชื่อ (credit policy) ด้วยวิธีการ ต่าง ๆ เช่น การจำกัดขนาดของวงเงินสินเชื่อต่อราย การกระจายประเภทธุรกิจที่ให้สินเชื่อ (credit portfolio) รวมถึงการใช้เครื่องมือด้านการวิเคราะห์การเงินเพื่อการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ (credit worthiness assessment) (Cade, 1999, p. 135; Hempel & Simonson, 1999, p. 73)
Altman and Saunders (1998, pp. 1722-1726) พบว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รูปแบบการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่ได้รับความนิยมมีด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรก เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ (subjective analysis or expertise analysis) ซึ่งใช้หลักการวิเคราะห์ 5C’s เป็นเครื่องมือหลัก โดย 5C’s หมายถึง ความน่าเชื่อถือของผู้กู้ (character) ความเพียงพอของเงินทุน (capital) ความสามารถในการชำระหนี้ (capacity) หลักประกัน (collateral) และภาวะธุรกิจ (condition) วิธีที่สอง เป็นการใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบคะแนนสินเชื่อ (credit scoring system) ซึ่งมีการให้น้ำหนักกับอัตราส่วนทางการเงิน ต่าง ๆ อาทิเช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้รวม อัตราส่วนของรายได้ต่อสินทรัพย์ อัตราเติบโตของรายได้ อัตราเติบโตของสินทรัพย์ เป็นต้น โดยใช้เครื่องมือทางสถิติในรูปแบบจำลองประเภทต่าง ๆ เข้ามาช่วย เช่น แบบจำลองความเป็นไปได้แบบเส้นตรง (the linear probability model) แบบจำลองลอจิก (the logic model) แบบจำลองโฟบิท (the probit model) และแบบจำลองการวิเคราะห์แบบแบ่งแยก (the discriminant analysis model) วิธีที่สาม คือ แบบจำลองตลาดทุน (capital market model) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประเมินความเป็นไปได้ของการผิดนัดชำระและการล้มละลายอย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อยืนยันว่าการใช้การประเมินความเสี่ยงสินเชื่อด้วยวิธีใดมีประสิทธิภาพที่สุด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะใช้แนวทางใดในการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ การประเมินที่ถูกต้องใกล้เคียงย่อมขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ธนาคารได้รับจากผู้กู้หรือการรวบรวมข้อมูลของผู้กู้
จากระบบของการประเมินความเสี่ยงดังกล่าว สามารถแยกความเสี่ยงของสินเชื่อได้เป็น 2 ประเภท คือ ความเสี่ยงสินเชื่อทางตรง (direct credit risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ประเมินจากข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative information) จากงบการเงินและส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ (หากตัวเลขที่ได้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องไม่ถูกบิดเบือน) และความเสี่ยงสินเชื่อทางอ้อม (indirect credit risk) เช่น ขนาดกิจการ อายุกิจการ รูปแบบกิจการ โดยกิจการที่มีขนาดใหญ่กว่า อายุนานกว่า กิจการที่เป็นนิติบุคคลจะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือกว่า และมีการเปิดเผยข้อมูลมากกว่า ส่งผลให้ความเสี่ยงของกิจการในสายตาของธนาคารลดลง
คำถาม
1.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการสนับสนุนสินเชื่อที่เก่าแก่ที่สุดคือ?
2.มีการเกิดทฤษฎีใหม่ที่เกี่ยวกับการให้กู้ของธนาคารพาณิชยในสหรัฐอเมริกาคือทฤษฎี?
3.จากระบบของการประเมินความเสี่ยงสามารถแยกสินเชื่อได้กี่ประเภท อะไรบ้าง?
ที่มา
http://www.powerplanthailand.com/index.php/บทความ/สินเชื่อ/สินเชื่อ-SMEs-ตอน-บทบาทของธนาคารพาณิชย์.html
ธปท.ลุยตลาดสวอปป้องกันเงินดอลลาร์สหรัฐขาดแคลน
จัดทำโดย 4901102314 นางสาวเรณู ชำนาญป่า
นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังการประชุมฝ่ายบริหารเงิน ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างชาติ เพื่อหารือถึงสถานการณ์การเงินโลกที่มีความผันผวน โดยระบุว่า ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ ระบุว่า ขณะนี้เริ่มเห็นความผิดปกติในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (ตลาด Swap) ซึ่งเป็นผลจากสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศที่ลดลงอย่างรุนแรง โดยตั้งแต่เริ่มวิกฤตการเงินโลก เมื่อประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมเงินบาทในตลาด Swap หรือ Implied Thai Baht Fix ปรับลดลงมาก นอกจากนี้ จำนวนธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าก็ปรับลดลงมาก
“เหตุผล ที่อัตราดอกเบี้ยไทยบาท ปรับตัวลดลงเนื่องจากไปอิงกับอัตราดอกเบี้ยซื้อขายดอลลาร์ล่วงหน้าในตลาด สิงค์โปร์ หรือตลาดลอนดอน ซึ่งสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐมีน้อย ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ไทย และต่างประเทศในไทยที่มีสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐในมือ ก็ไม่อยากที่จะขายดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้า เพราะไม่แน่ใจว่า สภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลกจะเป็นอย่างไร และไม่แน่ใจความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนฯ รวมทั้งต้นทุนการถือดอลลาร์สหรัฐของแต่ละธนาคารก็แตกต่างกัน ทำให้ในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า มีความต้องการขายบาทมากกว่าขายดอลลาร์สหรัฐ และน่าเป็นห่วงกว่านั้น คือไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้นจริง แม้ว่าราคาดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้าจะสูงขึ้น” นางสุชาดา กล่าว
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ไม่ใช่ว่าสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดการเงินไทยหายไป ในขณะนี้ทั้งสภาพคล่องเงินบาท และดอลลาร์สหรัฐยังมีเพียงพอ และในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศทันที (SPOT) หากมีความต้องการซื้อดอลลาร์สหรัฐก็ยังมีขายในราคาดอกเบี้ยปกติ แต่เมื่อเป็นตลาดล่วงหน้าความไม่แน่นอนของตลาดเงินโลกที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นรีรอไม่อยากทำธุรกรรม ทำให้เหมือนว่าตลาดปิด ซึ่งทำให้มีความเป็นห่วงว่า หากในช่วงต่อไปผู้นำเข้า และส่งออกต้องการที่จะซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ผู้ส่งออกนำเข้าไทยอาจจะมีต้นทุนในการประกันความเสี่ยงสูงขึ้น
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาในขณะนี้คือ ธปท.จะเข้าไปพิจารณาการเข้าไปขายเงินดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้ามากขึ้น เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยไทยบาทไม่ผิดเพี้ยนจากต้นทุนที่แท้จริงมากนัก นอกจากนั้น ยังมีการพิจารณาร่วมกันระหว่าง ธปท. และสมาคมผู้ค้าเงินตราต่างประเทศว่าเมื่อ อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในตลาดสิงค์โปร์ (Sibor) และอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในตลาดลอนดอน (Libor) อยู่ในอัตราที่ผิดเพื้ยน จากความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลกที่มากขึ้น ซึ่งเหตุการณ์นี้ยังไม่เกิดขึ้นในประเทสไทย การซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า หรือัตราดอกเบี้ยไทยบาทควรจะมาอิงกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาด กรุงเทพ (Bibor) แทนดอกเบี้ยกู้ยืมในต่างประเทศ เพราะจะสะท้อนต้นทุนการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในตลาดเงินไทยมากขึ้น
คำถาม
1. ผู้ช่วยว่าการสายการตลาดการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยคือใคร?
2. เหตุผลที่อัตราดอกเบี้ยไทย(บาท) ปรับตัวลดลงเนื่องจากอะไร ?
3. การแก้ไขปัญหาคืออะไร?
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=c3fbc956-dd6f-4172-90ff-134fa7919098
นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังการประชุมฝ่ายบริหารเงิน ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างชาติ เพื่อหารือถึงสถานการณ์การเงินโลกที่มีความผันผวน โดยระบุว่า ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ ระบุว่า ขณะนี้เริ่มเห็นความผิดปกติในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (ตลาด Swap) ซึ่งเป็นผลจากสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศที่ลดลงอย่างรุนแรง โดยตั้งแต่เริ่มวิกฤตการเงินโลก เมื่อประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมเงินบาทในตลาด Swap หรือ Implied Thai Baht Fix ปรับลดลงมาก นอกจากนี้ จำนวนธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าก็ปรับลดลงมาก
“เหตุผล ที่อัตราดอกเบี้ยไทยบาท ปรับตัวลดลงเนื่องจากไปอิงกับอัตราดอกเบี้ยซื้อขายดอลลาร์ล่วงหน้าในตลาด สิงค์โปร์ หรือตลาดลอนดอน ซึ่งสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐมีน้อย ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ไทย และต่างประเทศในไทยที่มีสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐในมือ ก็ไม่อยากที่จะขายดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้า เพราะไม่แน่ใจว่า สภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลกจะเป็นอย่างไร และไม่แน่ใจความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนฯ รวมทั้งต้นทุนการถือดอลลาร์สหรัฐของแต่ละธนาคารก็แตกต่างกัน ทำให้ในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า มีความต้องการขายบาทมากกว่าขายดอลลาร์สหรัฐ และน่าเป็นห่วงกว่านั้น คือไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้นจริง แม้ว่าราคาดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้าจะสูงขึ้น” นางสุชาดา กล่าว
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ไม่ใช่ว่าสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดการเงินไทยหายไป ในขณะนี้ทั้งสภาพคล่องเงินบาท และดอลลาร์สหรัฐยังมีเพียงพอ และในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศทันที (SPOT) หากมีความต้องการซื้อดอลลาร์สหรัฐก็ยังมีขายในราคาดอกเบี้ยปกติ แต่เมื่อเป็นตลาดล่วงหน้าความไม่แน่นอนของตลาดเงินโลกที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นรีรอไม่อยากทำธุรกรรม ทำให้เหมือนว่าตลาดปิด ซึ่งทำให้มีความเป็นห่วงว่า หากในช่วงต่อไปผู้นำเข้า และส่งออกต้องการที่จะซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ผู้ส่งออกนำเข้าไทยอาจจะมีต้นทุนในการประกันความเสี่ยงสูงขึ้น
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาในขณะนี้คือ ธปท.จะเข้าไปพิจารณาการเข้าไปขายเงินดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้ามากขึ้น เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยไทยบาทไม่ผิดเพี้ยนจากต้นทุนที่แท้จริงมากนัก นอกจากนั้น ยังมีการพิจารณาร่วมกันระหว่าง ธปท. และสมาคมผู้ค้าเงินตราต่างประเทศว่าเมื่อ อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในตลาดสิงค์โปร์ (Sibor) และอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในตลาดลอนดอน (Libor) อยู่ในอัตราที่ผิดเพื้ยน จากความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลกที่มากขึ้น ซึ่งเหตุการณ์นี้ยังไม่เกิดขึ้นในประเทสไทย การซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า หรือัตราดอกเบี้ยไทยบาทควรจะมาอิงกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาด กรุงเทพ (Bibor) แทนดอกเบี้ยกู้ยืมในต่างประเทศ เพราะจะสะท้อนต้นทุนการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในตลาดเงินไทยมากขึ้น
คำถาม
1. ผู้ช่วยว่าการสายการตลาดการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยคือใคร?
2. เหตุผลที่อัตราดอกเบี้ยไทย(บาท) ปรับตัวลดลงเนื่องจากอะไร ?
3. การแก้ไขปัญหาคืออะไร?
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=c3fbc956-dd6f-4172-90ff-134fa7919098
วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ธปท.เตือนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดไตรมาสแรกปีหน้า
จัดทำโดย 490110272 วศิน อดุลย์กิตติไพศาล
แบงก์ชาติระบุเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวทุกด้าน เป็นผลจากความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ถูกกระทบจากสถานการณ์การเมืองและความวิตกกังวลในวิกฤติเศรษฐกิจโลก คาดจีดีพีโตแค่ 4% กว่า ชี้มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า วิกฤติการเงินสหรัฐฯและวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศไทย โดยตัวเลขปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 ที่ลดลงสอดคล้องกับภาคการผลิตของประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่การท่องเที่ยวเจอพิษการเมืองอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับสูงแม้จะชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยภาพรวมเศรษฐกิจเดือน ก.ย. หดตัวต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. โดยไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4% เศษและมีแนวโน้มว่าไตรมาส 4 จะชะลอตัวต่ำลงอีก รวมทั้งส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4.6% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.6% และเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก ขณะที่การใช้กำลังการผลิตเดือนนี้อยู่ในระดับ 68.2% เท่านั้น ถือเป็นการลดลงต่ำกว่า 70% เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกมีการขยายตัวลดลงกว่าครึ่ง โดยในเดือน ก.ย. ขยายตัว 8.8% จากที่ขยายตัว 16.4% ในปีก่อนหน้าสอดคล้องกับภาคการส่งออกที่เดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 15.5% แต่ถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาส 3 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 9.1% จาก 12.3% ในไตรมาสก่อนและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสที่ 4 แสดงให้เห็นผลกระทบจากวิกฤติการเงินของโลกที่มีผลต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงพอสมควร ในขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในเดือน ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเพียง 900,000 คน ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน 16.5% จากผลของการเมืองที่เกิดความรุนแรงและการปิดของรัฐวิสาหกิจและสนามบินโดยระดับการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 10%”
นางอมรากล่าวต่อว่า แม้รายได้ภาคการเกษตรที่สูงถึง 45.5% แม้จะลดลงจากเดือน ส.ค.ที่ขยายตัว 57.5% แต่ก็ช่วยให้กำลังซื้อรถจักรยานยนต์ยังสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% เทียบจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัว โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า
แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วง 3 เดือนต่อไปจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่โน้มต่ำลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าในเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้น 38.6% เนื่องจากผู้ประกอบการมีการกักตุนเหล็กและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลบริการขาดดุล 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐนั้น โดยสรุปงบปี 51 มีการเบิกจ่ายได้น้อยลงกว่าที่คาดโดยเบิกจ่ายได้ 92.3% จาก 94% และมีดุลเงินสดขาดดุลเพียง 24,000 ล้านบาท มีเงินคงคลังรายปีสุทธิเพิ่มขึ้น 87,100 ล้านบาท ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐน้อยกว่าที่ประมาณการไว้มาก และในปีงบ 52 แม้รัฐจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นกับอัตราการเบิกจ่ายจริงด้วย ส่วนนโยบายการเงินนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงินระบุชัดเจนว่าดอกเบี้ยขาขึ้นไม่มีแล้ว นโยบายการเงินในช่วงต่อไปคงผ่อนคลายมากขึ้นและพร้อมจะลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจทรุดกว่าที่คาดไว้
คำถาม
1. สภาพเศรษฐกิจไทยในเดือนกันยายนเป็นอย่างไร
2. สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือ
3. การส่งออกของประเทศไทยลดลงกี่เปอร์เซ็น
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=50c6664a-6e74-4038-9456-88ef3ce3adea
แบงก์ชาติระบุเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวทุกด้าน เป็นผลจากความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ถูกกระทบจากสถานการณ์การเมืองและความวิตกกังวลในวิกฤติเศรษฐกิจโลก คาดจีดีพีโตแค่ 4% กว่า ชี้มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า วิกฤติการเงินสหรัฐฯและวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศไทย โดยตัวเลขปริมาณการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 ที่ลดลงสอดคล้องกับภาคการผลิตของประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่การท่องเที่ยวเจอพิษการเมืองอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับสูงแม้จะชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยภาพรวมเศรษฐกิจเดือน ก.ย. หดตัวต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. โดยไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4% เศษและมีแนวโน้มว่าไตรมาส 4 จะชะลอตัวต่ำลงอีก รวมทั้งส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4.6% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.6% และเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก ขณะที่การใช้กำลังการผลิตเดือนนี้อยู่ในระดับ 68.2% เท่านั้น ถือเป็นการลดลงต่ำกว่า 70% เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกมีการขยายตัวลดลงกว่าครึ่ง โดยในเดือน ก.ย. ขยายตัว 8.8% จากที่ขยายตัว 16.4% ในปีก่อนหน้าสอดคล้องกับภาคการส่งออกที่เดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 15.5% แต่ถือว่าชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาส 3 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 9.1% จาก 12.3% ในไตรมาสก่อนและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสที่ 4 แสดงให้เห็นผลกระทบจากวิกฤติการเงินของโลกที่มีผลต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงพอสมควร ในขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในเดือน ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเพียง 900,000 คน ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน 16.5% จากผลของการเมืองที่เกิดความรุนแรงและการปิดของรัฐวิสาหกิจและสนามบินโดยระดับการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 10%”
นางอมรากล่าวต่อว่า แม้รายได้ภาคการเกษตรที่สูงถึง 45.5% แม้จะลดลงจากเดือน ส.ค.ที่ขยายตัว 57.5% แต่ก็ช่วยให้กำลังซื้อรถจักรยานยนต์ยังสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% เทียบจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัว โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า
แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วง 3 เดือนต่อไปจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่โน้มต่ำลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าในเดือน ก.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้น 38.6% เนื่องจากผู้ประกอบการมีการกักตุนเหล็กและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลบริการขาดดุล 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐนั้น โดยสรุปงบปี 51 มีการเบิกจ่ายได้น้อยลงกว่าที่คาดโดยเบิกจ่ายได้ 92.3% จาก 94% และมีดุลเงินสดขาดดุลเพียง 24,000 ล้านบาท มีเงินคงคลังรายปีสุทธิเพิ่มขึ้น 87,100 ล้านบาท ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐน้อยกว่าที่ประมาณการไว้มาก และในปีงบ 52 แม้รัฐจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นกับอัตราการเบิกจ่ายจริงด้วย ส่วนนโยบายการเงินนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงินระบุชัดเจนว่าดอกเบี้ยขาขึ้นไม่มีแล้ว นโยบายการเงินในช่วงต่อไปคงผ่อนคลายมากขึ้นและพร้อมจะลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจทรุดกว่าที่คาดไว้
คำถาม
1. สภาพเศรษฐกิจไทยในเดือนกันยายนเป็นอย่างไร
2. สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยคือ
3. การส่งออกของประเทศไทยลดลงกี่เปอร์เซ็น
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=50c6664a-6e74-4038-9456-88ef3ce3adea
วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
การคาดการณ์เงินเฟ้อกับการกำหนดนโยบายการเงินของไทย
จัดทำโดย 4901102365 นางสาวพลอยไพลิน พูลทรัพย์
ถ้าเรายึดติดกับทฤษฎีโดยมองข้ามสถานการณ์ในโลกจริง อาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจมากเกินความจำเป็น
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลต่อการใช้จ่ายของประชาชนและการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในประเทศ โดยเมื่อประชาชนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงก็จะใช้จ่ายมากขึ้นในปัจจุบัน และแรงงานก็จะเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวธนาคารกลางหลายแห่งโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วจึงใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน
เช่น เมื่อมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้น ธนาคารกลางก็จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปรับลดการคาดการณ์เงินเฟ้อลง ประเทศไทยเริ่มมีการใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นตัวแปรหนึ่งในการกำหนดนโยบายการเงิน ซึ่งผมมีความเห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันการใช้การคาดการณ์เงินเฟ้ออาจจะนำไปสู่มาตรการทางการเงินที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากการใช้จ่ายภาคเอกชนและค่าจ้างไม่มีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ
การคาดการณ์เงินเฟ้อ ก็คือ อัตราเงินเฟ้อที่ประชาชนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจหนึ่งคาดในขณะนั้นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับสูงกว่าปกติมีผลต่อเศรษฐกิจมหภาค 2 ด้าน คือ การใช้จ่ายของเอกชนและอัตราค่าจ้าง เมื่อประชาชนคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ประชาชนใช้จ่ายในปัจจุบันมากขึ้น
ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ในปัจจุบัน ถ้า นาย ก.มีเงินอยู่ 1 ล้านบาท รถยนต์ราคาคันละ 1 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ร้อยละ 5 ถ้าคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเป็นร้อยละ 7 นั่นคือราคารถยนต์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ดังนั้น ถ้า นาย ก. นำเงิน 1 ล้านบาทไปฝากธนาคาร สิ้นปีก็จะได้เงิน 1,050,000 บาท แต่ ณ สิ้นปีราคารถยนต์จะเพิ่มขึ้น 70,000 บาท เป็น 1,070,000 บาท สูงกว่าเงินฝากบวกดอกเบี้ย เพราะฉะนั้น ถ้า นาย ก. ต้องการซื้อรถก็จะรีบซื้อในตอนนี้ เนื่องจากถ้าไปซื้อในอนาคตราคารถยนต์ก็จะแพงขึ้น
อีกทั้งการนำเงินไปฝากธนาคารและได้ดอกเบี้ยรวมกันแล้วยังไม่พอที่จะซื้อรถยนต์ในปีหน้า ดังนั้น โดยทฤษฎีแล้ว การที่ประชาชนคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยก็จะทำให้ประชาชนเร่งใช้จ่ายในปัจจุบัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้อุปสงค์โดยรวมเพิ่มขึ้นและนำไปสู่การเร่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ตามด้วยการเร่งการใช้จ่ายเป็นวงจรเช่นนี้ จนทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเกินการควบคุม
นอกจากนั้น การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับสูง ยังจะทำให้แรงงานเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับราคาสินค้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามต้นทุน และอัตราเงินเฟ้อขยายตัว ซึ่งก็จะส่งผลกลับไปยังค่าจ้างอีกครั้งหนึ่ง เป็นวงจรทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยสรุปการคาดการณ์เงินเฟ้อมีผลให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นในเชิงทฤษฎี การคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลอย่างมากต่ออัตราเงินเฟ้อ ธนาคารกลางในหลายประเทศจึงนำการคาดการณ์เงินเฟ้อมาใช้เป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆ ในการกำหนดนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย โดยมีหลักการทั่วไปว่า อัตราดอกเบี้ยไม่ควรจะต่ำกว่าเงินเฟ้อที่ประชาชนคาดการณ์ไว้
ในหลายประเทศมีการกำหนดเครื่องมือเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การคาดการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งนอกจากจะมีการใช้วิธีทางสถิติที่ซับซ้อนแล้ว ยังมีการใช้ตราสารหนี้บางประเภทและการออกแบบสอบถามเพื่อใช้วัดการคาดการณ์เงินเฟ้อ ตราสารหนี้ที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ในการใช้วัดการคาดการณ์เงินเฟ้อ คือ French Index Bond ที่อิงกับเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ยังมีสถาบันหลายแห่งที่ทำการออกแบบสอบถามเกี่ยวกับการคาดการณ์เงินเฟ้อ เช่น สถาบัน Conference Board ของสหรัฐฯ และธนาคารกลางของญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบผลจากวิธีทางสถิติอีกครั้งหนึ่ง
ประเทศไทยเริ่มมีการนำการคาดการณ์เงินเฟ้อมาใช้ โดยการใช้วิธีการทางสถิติคำนวณหาการคาดการณ์เงินเฟ้อและนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดนโยบายการเงิน จากข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 9.0 ถึงร้อยละ 12.0 ด้วยความน่าจะเป็นที่ร้อยละ 79.0 และทั้งปีการคาดการณ์เงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 7.5 ถึงร้อยละ 8.8 ด้วยความน่าจะเป็นที่ร้อยละ 78.5 ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งผมคาดว่า ปัจจัยนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดที่ผ่านมา
แม้ว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลอย่างสำคัญต่อทิศทางอัตราเงินเฟ้อในอนาคต ทว่าผมมีความเห็นว่าในปัจจุบันเราไม่ควรอิงนโยบายการเงินกับการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากค่าจ้างและการใช้จ่ายของภาคเอกชนไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายไว้
การที่ค่าจ้างไม่ได้เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากในปัจจุบันอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอมาก การขึ้นราคาสินค้าก็ทำได้ยาก และแม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ดี แต่จากค่าเงินที่สูงขึ้นทำให้อัตรากำไร (Profit margin) ต่ำโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมส่งออกที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบในประเทศมาก เช่น สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และอาหารทะเลแช่แข็ง ทั้งอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและอัตรากำไรอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มค่าจ้างได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจขาลงและการเลิกจ้างเริ่มเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ สหภาพแรงงานโดยรวมของไทยก็ไม่มีความเข้มแข็งมากพอที่จะต่อรองให้เพิ่มค่าจ้างให้มากได้
สำหรับการใช้จ่ายภาคเอกชนนั้น ผมเห็นว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนจะไม่เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากในภาวะปัจจุบันมีความเสี่ยงจากสภาวะการเมืองในประเทศและความเสี่ยงจากวิกฤติการเงินในต่างประเทศ ทำให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้จ่าย ซึ่งดูได้จากในระยะหลังดัชนีการใช้จ่ายของทั้งการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวลง ทั้งๆ ที่อัตราเงินเฟ้อและคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต่างไปจากกรณีใน ปี 2547 และ 2548 ที่ราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และการใช้จ่ายภาคเอกชนขยายตัวค่อนข้างสูง
ดังนั้น การใช้จ่ายภาคเอกชนจึงมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของการคาดการณ์เงินเฟ้อในขณะนั้นได้ แต่ผมคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างกันในปัจจุบัน ทำให้คาดได้ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนจะไม่เปลี่ยนแปลงตามการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ในภาวะที่สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อลง จนนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องตึงตัว การใช้จ่ายภาคเอกชนจึงมีทิศทางที่จะชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันและอาหาร โดยล่าสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 แต่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานที่ไม่รวมพลังงานและอาหารเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.7 เท่านั้น แม้จะมีการคาดว่าราคาของทั้งพลังงานและอาหารจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่ผู้บริโภคก็จะไม่ใช้พลังงานและบริโภคอาหารสูงขึ้นมีแต่จะประหยัดมากขึ้น ส่วนการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอื่นๆ ก็ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายในปัจจุบันให้สูงขึ้นได้
ผมมีความเป็นห่วงว่า ถ้าเรายึดติดกับทฤษฎีโดยมองข้ามสถานการณ์ในโลกจริง อาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจมากเกินความจำเป็น จากเหตุผลที่ผมกล่าวมาข้างต้นประกอบกับได้รับการยืนยันจากข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ผมเชื่อว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนและค่าจ้างไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการคาดการณ์เงินเฟ้อที่อธิบายไว้ ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่าควรใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งไม่ใช่เป็นตัวแปรหลักในการกำหนดนโยบายการเงินของประเทศในภาวะการณ์ปัจจุบัน
คำถาม
1. การคาดการณ์เงินเฟ้อคือ ?
2. การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับที่สูงมีผลกระทบอย่างไร ?
3. อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากอะไร ?
http://news.mjob.in.th/economic/cat5/news20274/
ถ้าเรายึดติดกับทฤษฎีโดยมองข้ามสถานการณ์ในโลกจริง อาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจมากเกินความจำเป็น
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลต่อการใช้จ่ายของประชาชนและการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในประเทศ โดยเมื่อประชาชนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงก็จะใช้จ่ายมากขึ้นในปัจจุบัน และแรงงานก็จะเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวธนาคารกลางหลายแห่งโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วจึงใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน
เช่น เมื่อมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้น ธนาคารกลางก็จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปรับลดการคาดการณ์เงินเฟ้อลง ประเทศไทยเริ่มมีการใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นตัวแปรหนึ่งในการกำหนดนโยบายการเงิน ซึ่งผมมีความเห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันการใช้การคาดการณ์เงินเฟ้ออาจจะนำไปสู่มาตรการทางการเงินที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากการใช้จ่ายภาคเอกชนและค่าจ้างไม่มีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ
การคาดการณ์เงินเฟ้อ ก็คือ อัตราเงินเฟ้อที่ประชาชนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจหนึ่งคาดในขณะนั้นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับสูงกว่าปกติมีผลต่อเศรษฐกิจมหภาค 2 ด้าน คือ การใช้จ่ายของเอกชนและอัตราค่าจ้าง เมื่อประชาชนคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ประชาชนใช้จ่ายในปัจจุบันมากขึ้น
ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ในปัจจุบัน ถ้า นาย ก.มีเงินอยู่ 1 ล้านบาท รถยนต์ราคาคันละ 1 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ร้อยละ 5 ถ้าคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเป็นร้อยละ 7 นั่นคือราคารถยนต์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ดังนั้น ถ้า นาย ก. นำเงิน 1 ล้านบาทไปฝากธนาคาร สิ้นปีก็จะได้เงิน 1,050,000 บาท แต่ ณ สิ้นปีราคารถยนต์จะเพิ่มขึ้น 70,000 บาท เป็น 1,070,000 บาท สูงกว่าเงินฝากบวกดอกเบี้ย เพราะฉะนั้น ถ้า นาย ก. ต้องการซื้อรถก็จะรีบซื้อในตอนนี้ เนื่องจากถ้าไปซื้อในอนาคตราคารถยนต์ก็จะแพงขึ้น
อีกทั้งการนำเงินไปฝากธนาคารและได้ดอกเบี้ยรวมกันแล้วยังไม่พอที่จะซื้อรถยนต์ในปีหน้า ดังนั้น โดยทฤษฎีแล้ว การที่ประชาชนคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยก็จะทำให้ประชาชนเร่งใช้จ่ายในปัจจุบัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้อุปสงค์โดยรวมเพิ่มขึ้นและนำไปสู่การเร่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ตามด้วยการเร่งการใช้จ่ายเป็นวงจรเช่นนี้ จนทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเกินการควบคุม
นอกจากนั้น การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับสูง ยังจะทำให้แรงงานเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับราคาสินค้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามต้นทุน และอัตราเงินเฟ้อขยายตัว ซึ่งก็จะส่งผลกลับไปยังค่าจ้างอีกครั้งหนึ่ง เป็นวงจรทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยสรุปการคาดการณ์เงินเฟ้อมีผลให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นในเชิงทฤษฎี การคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลอย่างมากต่ออัตราเงินเฟ้อ ธนาคารกลางในหลายประเทศจึงนำการคาดการณ์เงินเฟ้อมาใช้เป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆ ในการกำหนดนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย โดยมีหลักการทั่วไปว่า อัตราดอกเบี้ยไม่ควรจะต่ำกว่าเงินเฟ้อที่ประชาชนคาดการณ์ไว้
ในหลายประเทศมีการกำหนดเครื่องมือเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การคาดการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งนอกจากจะมีการใช้วิธีทางสถิติที่ซับซ้อนแล้ว ยังมีการใช้ตราสารหนี้บางประเภทและการออกแบบสอบถามเพื่อใช้วัดการคาดการณ์เงินเฟ้อ ตราสารหนี้ที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ในการใช้วัดการคาดการณ์เงินเฟ้อ คือ French Index Bond ที่อิงกับเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ยังมีสถาบันหลายแห่งที่ทำการออกแบบสอบถามเกี่ยวกับการคาดการณ์เงินเฟ้อ เช่น สถาบัน Conference Board ของสหรัฐฯ และธนาคารกลางของญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบผลจากวิธีทางสถิติอีกครั้งหนึ่ง
ประเทศไทยเริ่มมีการนำการคาดการณ์เงินเฟ้อมาใช้ โดยการใช้วิธีการทางสถิติคำนวณหาการคาดการณ์เงินเฟ้อและนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดนโยบายการเงิน จากข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 9.0 ถึงร้อยละ 12.0 ด้วยความน่าจะเป็นที่ร้อยละ 79.0 และทั้งปีการคาดการณ์เงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 7.5 ถึงร้อยละ 8.8 ด้วยความน่าจะเป็นที่ร้อยละ 78.5 ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งผมคาดว่า ปัจจัยนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดที่ผ่านมา
แม้ว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลอย่างสำคัญต่อทิศทางอัตราเงินเฟ้อในอนาคต ทว่าผมมีความเห็นว่าในปัจจุบันเราไม่ควรอิงนโยบายการเงินกับการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากค่าจ้างและการใช้จ่ายของภาคเอกชนไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายไว้
การที่ค่าจ้างไม่ได้เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากในปัจจุบันอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอมาก การขึ้นราคาสินค้าก็ทำได้ยาก และแม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ดี แต่จากค่าเงินที่สูงขึ้นทำให้อัตรากำไร (Profit margin) ต่ำโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมส่งออกที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบในประเทศมาก เช่น สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และอาหารทะเลแช่แข็ง ทั้งอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและอัตรากำไรอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มค่าจ้างได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจขาลงและการเลิกจ้างเริ่มเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ สหภาพแรงงานโดยรวมของไทยก็ไม่มีความเข้มแข็งมากพอที่จะต่อรองให้เพิ่มค่าจ้างให้มากได้
สำหรับการใช้จ่ายภาคเอกชนนั้น ผมเห็นว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนจะไม่เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากในภาวะปัจจุบันมีความเสี่ยงจากสภาวะการเมืองในประเทศและความเสี่ยงจากวิกฤติการเงินในต่างประเทศ ทำให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้จ่าย ซึ่งดูได้จากในระยะหลังดัชนีการใช้จ่ายของทั้งการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวลง ทั้งๆ ที่อัตราเงินเฟ้อและคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต่างไปจากกรณีใน ปี 2547 และ 2548 ที่ราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และการใช้จ่ายภาคเอกชนขยายตัวค่อนข้างสูง
ดังนั้น การใช้จ่ายภาคเอกชนจึงมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของการคาดการณ์เงินเฟ้อในขณะนั้นได้ แต่ผมคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างกันในปัจจุบัน ทำให้คาดได้ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนจะไม่เปลี่ยนแปลงตามการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ในภาวะที่สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อลง จนนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องตึงตัว การใช้จ่ายภาคเอกชนจึงมีทิศทางที่จะชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันและอาหาร โดยล่าสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 แต่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานที่ไม่รวมพลังงานและอาหารเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.7 เท่านั้น แม้จะมีการคาดว่าราคาของทั้งพลังงานและอาหารจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่ผู้บริโภคก็จะไม่ใช้พลังงานและบริโภคอาหารสูงขึ้นมีแต่จะประหยัดมากขึ้น ส่วนการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอื่นๆ ก็ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายในปัจจุบันให้สูงขึ้นได้
ผมมีความเป็นห่วงว่า ถ้าเรายึดติดกับทฤษฎีโดยมองข้ามสถานการณ์ในโลกจริง อาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจมากเกินความจำเป็น จากเหตุผลที่ผมกล่าวมาข้างต้นประกอบกับได้รับการยืนยันจากข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ผมเชื่อว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนและค่าจ้างไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการคาดการณ์เงินเฟ้อที่อธิบายไว้ ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่าควรใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งไม่ใช่เป็นตัวแปรหลักในการกำหนดนโยบายการเงินของประเทศในภาวะการณ์ปัจจุบัน
คำถาม
1. การคาดการณ์เงินเฟ้อคือ ?
2. การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับที่สูงมีผลกระทบอย่างไร ?
3. อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากอะไร ?
http://news.mjob.in.th/economic/cat5/news20274/
วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ชำแหละระบบกำกับฐานะการเงินแนวใหม่
จัดทำโดย 4901102367 นางสาวรุ่งรัตน์ ตลับเพชร
> คปภ.จัดเกรดละเอียดยิบวัดผลรายเดือน-รายปีแนวทางการตรวจสอบและกำกับบริษัทประกันภัยแนวใหม่ที่เรียกว่าระบบเตือน ภัยล่วงหน้า (Early Warning System : EWS) ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะนำมาใช้ตรวจสอบและกำกับฐานะ การเงินบริษัทประกันภัยเพื่อให้ทุกบริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นการเตรียม ความพร้อมรองรับกติกาสากลเกณฑ์ดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Risk-based Capital : RBC) ที่จะใช้ในปี 2554 รวมถึงการเปิดเสรีภาคประกันภัยในอนาคตอันใกล้ โดยมีกำหนดเริ่มใช้ระบบตรวจสอบและกำกับแนวใหม่ในเดือนกันยายนนี้
อย่างไรก็ดี ก่อนเริ่มใช้ระบบใหม่ คปภ. ให้เวลาบริษัท 30 วันทบทวนระบบตรวจสอบและกำกับแนวใหม่จะปรับแก้ตรงจุดใดบ้าง ภายหลังการทำประชาพิจารณ์ซาวเสียงเอกชน รอบแรก ทุกบริษัทเห็นด้วยกับระบบใหม่ แต่มีข้อท้วงติงเกี่ยวกับอัตราส่วนทางการเงิน (financial Ratio) ต่างๆ ที่นำมาวิเคราะห์ฐานะการเงินเพื่อจัดกลุ่มบริษัทประกันภัยอาจจะสูงเกินไป เกรงจะกระทบกับฐานะการเงินจนทำให้บางบริษัทเจ๊งได้ โดยให้นำข้อสรุปมาทำประชาพิจารณ์กันอีกครั้งในเดือนมิถุนายน
>คปภ.วัดฐานะการเงินละเอียดยิบแยกวิเคราะห์ข้อมูลเป็นรายเดือน-รายปี
ซึ่งก่อนหน้านี้ “สยามธุรกิจ” ได้นำเสนอรายละเอียดแนวทางการตรวจสอบและกำกับแนวใหม่ไปแล้ว ฉบับนี้จะลงลึกรายละเอียดอัตราส่วนทางการเงินทั้งหมดที่สำนักงานคปภ. จะนำมาใช้ติดตามฐานะการเงินและผลการดำเนินงานบริษัทประกันภัยมีค่ามาตรฐาน สูง-ต่ำเพียงใด โดยอัตราส่วนทางการเงินทางสำนักงานคปภ.ซอยย่อยเป็นอัตราส่วนรายเดือน และรายปี เริ่มจากอัตราส่วนรายเดือนบริษัทประกันชีวิตมีทั้งหมด 13 ตัวได้แก่
1.เงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย ค่ามาตรฐานต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 150% (กฎหมายกำหนดให้สัดส่วนเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายต้องไม่ต่ำกว่า 100% หากเป็นบริษัทประกันวินาศภัยต้องไม่น้อยกว่า 10% ของเบี้ยรับสุทธิในปีที่ผ่านมาแต่ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท บริษัทประกันชีวิตไม่น้อยกว่า 2% ของเงินสำรองประกันภัยแต่ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท)
2.สินทรัพย์ลงทุนต่อเงินสำรองประกันภัยต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 100%
3.สินทรัพย์ ลงทุนต่อสินทรัพย์รวมต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 70%
4.สินทรัพย์ที่ได้รับการประเมินราคาต่อสินทรัพย์รวม (จะยกเลิกเมื่อเริ่มใช้เกณฑ์ดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง : RBC) ต้องมากกว่า หรือเท่ากับ 90%
5.ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย (รวมค่าบำเหน็จ) ต่อเบี้ยประกันภัยสุทธิและ เบี้ยปีแรกต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 100%
6.ค่า ใช้จ่ายในการรับประกันภัย (รวมค่าบำเหน็จ) ต่อเบี้ยประกันภัยสุทธิและเบี้ยปีต่อไปต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 40%
7.ความมั่นคงทางการเงิน (เงินกองทุน/เงินสำรอง) ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 4%
8.การ เปลี่ยนแปลงเงินกองทุน ลดลงได้ไม่เกิน 10% บวกได้มากกว่าหรือเท่ากับ 50%
9.เงินกองทุน ต่อหนี้สินรวม
10.เงินให้กู้ยืมที่ค้างเกิน 180 วันต่อเงินให้กู้ยืมทั้งหมด
11.สินทรัพย์รวมต่อหนี้สินรวม
12.การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์รวมและการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์แต่ละประเภทส่วนอัตราส่วนรายเดือนธุรกิจประกันวินาศภัยมีทั้งหมด 14 ตัว ได้แก่
1.เงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 150%
2.สภาพคล่อง (สำรองค่าสินไหมฯและค่าสินไหมค้างจ่าย) ต้อง มากกว่าหรือเท่ากับ 100%
3.สินทรัพย์ลงทุนต่อหนี้สินผู้เอาประกันภัยต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 100%
4.สินทรัพย์ที่ได้รับการประเมินราคาต่อสินทรัพย์รวม (จะยกเลิกเมื่อเริ่มใช้ RBC) ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 90%
5.ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย (รวมค่าบำเหน็จ) ไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 40%
6.ค่าสินไหมทดแทน ไม่น้อยกว่า หรือเท่ากับ 60%
7.ความมั่นคงทาง การเงิน (เงินกองทุน/เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ) ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 33%
8.การเปลี่ยนแปลงเงินกองทุนลดลงได้ไม่เกิน 10% บวกได้มากกว่าหรือเท่ากับ 50%
9.เงินกองทุนต่อสินทรัพย์รวม
10.สำรองประกัน ภัยต่อเงินกองทุน
11.เบี้ยประกันภัยค้างรับน้อยกว่า 60 วันต่อเบี้ยประกันภัยค้างรับทั้งหมด ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 75%
12.เบี้ยประกันภัยค้างรับต่อเงินกองทุน ไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 40%
13.การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์แต่ละประเภท และ
14.เบี้ยประกันภัยรับสุทธิต่อเบี้ยประกันภัยรับตรงสำหรับอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ติดตาม ฐานะและการดำเนินงานรายปีธุรกิจประกันชีวิตมีทั้งหมด 29 ตัวเพิ่มจากรายเดือน 16 ตัว อัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นมา ได้แก่
1.ความเพียงพอของรายได้จากการลงทุน
2.ผลตอบแทนจากการลงทุนค่ามาตรฐานยึดผลตอบแทนในตลาด (Market Yield)
3.ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ราคาบัญชี)
4.การเปลี่ยนแปลงของเบี้ยประกันภัยรับรวมและรับสุทธิ ค่ามาตรฐาน ลดลงได้ 10% เพิ่มขึ้นได้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50%
5.การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสำรอง (อัตราสำรอง=สำรองเพิ่ม (ลด) เบี้ยย้อนหลัง 12 เดือน) ลดลงได้ 20% เพิ่มขึ้นได้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 20%
6.ผลตอบแทนจากสินทรัพย์รวม
7.เงินลงทุนด้อยค่าต่อสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด
8.เงินลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกันต่อเงินกองทุน
9.สินทรัพย์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และเงินกู้โดยมีอสังหาริมทรัพย์ทำจำนองเป็นประกันต่อสินทรัพย์ลงทุนรวม
10.ความคุ้มครอง ตามกรมธรรม์ที่มีผลบังคับใช้หักเงินสำรองต่อความคุ้มครองตามกรมกธรรม์
11.อัตราส่วนการเวนคืนกรม ธรรม์และกรมธรรม์ขาดอายุต่อกรมธรรม์ใหม่
12.อัตราส่วนการเวนคืนและขาดอายุต่อหนี้สินสุทธิ
13.เบี้ยประกันภัยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
14.การเปลี่ยน แปลงเงินเอาประกันภัยของกรมธรรม์ใหม่
15.การเปลี่ยน แปลงเบี้ยรับจากกรมธรรม์ใหม่และการเปลี่ยนแปลงในเบี้ยประกันภัยรับของแต่ละผลิตภัณฑ์
ขณะที่อัตราส่วนทางการเงินรายปีของธุรกิจประกันวินาศภัยมีทั้งหมด 25 ตัว เพิ่มจากรายเดือน 11 ตัว ได้แก่
1.ผลตอบแทนจาก การลงทุน ยึดผลตอบแทนในตลาด
2.ผลตอบ แทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ราคาบัญชี)
3.การเปลี่ยนแปลงของเบี้ยประกันภัยรับรวมและรับสุทธิลดลงได้ 33% เพิ่มขึ้นน้อยกว่าหรือเท่ากับ 33%
4.การเปลี่ยนแปลงเงินสำรองประกันภัยเทียบกับปีที่แล้ว
5.การเปลี่ยนแปลงเงินสำรอง ประกันของเคลม Long-tailed (Two-year loss development)
6.ประมาณการเงินสำรองส่วนที่ขาดต่อเงินกองทุน
7.เงินลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกันต่อเงินกองทุน
8.เบี้ยประกันภัยรับต่อเงินกองทุน
9.เบี้ยประกันภัยรับสุทธิต่อเงินกองทุน
10.การเปลี่ยนแปลงในเบี้ยประกันภัยรับตรง และ
11.การเปลี่ยนแปลงในเบี้ยประกันภัยรับของแต่ละผลิตภัณฑ์
แบ่ง 4 สีตามความแข็งแกร่งทางการเงิน “เหลือง-ส้ม”จับตาใกล้ชิด/แดงจ่อถอนไลเซ่นส์
ทั้งนี้ สำนักงานคปภ.จะนำสัญญาณเตือนภัยทั้งหมดมาจัดกลุ่มบริษัทประกันภัยออกเป็น 4 กลุ่มตามความแข็งแกร่งของฐานะการเงินได้แก่
1.สีเขียว หมายถึงบริษัทมีฐานะการเงินมั่นคงและมีการบริหารมีประสิทธิภาพ มีเงินกองทุนมากกว่าหรือเท่ากับ 150% มีอัตราส่วนสินทรัพย์ ลงทุนต่อเงินกองสำรองประกันภัยมากกว่าหรือเท่ากับ 100% (บริษัทประกันชีวิต) มีอัตรา ส่วนสภาพคล่องมากกว่าหรือเท่ากับ 100% (บริษัทประกันวินาศภัย) มีอัตราส่วนทางการเงินรายเดือนอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐาน น้อยกว่า 4 อัตราส่วน และมีอัตราส่วนทางการ เงินรายปีอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐานน้อยกว่า 8 อัตราส่วน หากเป็นบริษัทประกันวินาศภัยมีอัตราส่วนทางการเงินรายปีอื่นๆ ออก นอกเกณฑ์ค่ามาตรฐานน้อยกว่า 7
2.บริษัทสีเหลืองเป็นกลุ่มที่สำนักงานคปภ.จะเริ่มจับตามอง โดยบริษัทที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้มีเงินกองทุน 110% แต่ต่ำกว่า 150% มี อัตราส่วนสินทรัพย์ลงทุนต่อเงินสำรองประกันภัย 70% แต่ต่ำกว่า 100% (บริษัทประกันชีวิต) มีสภาพคล่อง 70% แต่ต่ำกว่า 100% (บริษัทประกันวินาศภัย) มีอัตราส่วนทางการเงินรายเดือนอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์มาตรฐาน 5 ถึง 8 ตัว อัตราส่วนทางการ เงินรายปีอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์มาตรฐาน 8-16 อัตราส่วน (ประกันชีวิต) มีอัตรา ส่วนทางการเงินรายปีอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐาน 7 ถึง 14 ตัว (ประ กันวินาศภัย) ส่วนข้อมูลด้านการบริหารจัดการ มีการตอบสนองในการแก้ไขปัญหาของบริษัทล่าช้า กระบวนการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ พบข้อบกพร่องในระบบการควบคุมภายใน ไม่รายงานข้อมูลสำคัญให้คณะกรรมการบริษัททราบข้อบกพร่องในการบริหารความ เสี่ยงตามมาตรฐานขั้นต่ำและไม่มีหน่วยงานดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย ทางผู้สอบบัญชีและนักคณิตศาสตร์ประกัน ภัยมีความเห็นว่ามีข้อสังเกตที่สำคัญในถ้อยแถลงของผู้บริหารบริษัทไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการแก้ไข ปัญหา โดยมีลักษณะเป็น การปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทมากกว่าผู้เอาประกันภัย ส่วนข้อมูลทางการตลาดพบว่ามีการกระจุกตัวของการรับประกันภัยและการลงทุนเสนอราคาต่ำกว่าคู่แข่งและจ่ายค่าสินไหมทดแทนล่าช้ากลุ่มบริษัทสีเหลืองทางสำนักงานคปภ. จะเข้าตรวจสอบเป็นระยะ เข้าพบผู้บริหารกรรมการบริษัทเพื่อติดตามการแก้ไขส่งหนังสือ เตือนไปยังกรรมการบริษัททุกท่านรับทราบและ ให้ปรับปรุงฐานะการดำเนินงาน โดยให้บริษัท ส่งแผนการแก้ไขกลับมาภายใน 30 วันและต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ไม่อนุมัติ ให้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ไม่อนุญาตให้ลงทุน ในเงินให้กู้ยืมโดยมีหลักทรัพย์จำนองเป็นประกัน และไม่อนุมัติให้ก่อภาระผูกพันเพิ่มเติมกลุ่มที่
3 บริษัทสีส้ม มีเงินกองทุนขั้นต่ำตามกฎหมายแต่ไม่ถึง 110%, มีอัตราส่วนสิน ทรัพย์ลงทุนต่อเงินสำรองประกันภัยต่ำกว่า 70% (ประกันชีวิต) อัตราส่วนสภาพคล่องต่ำกว่า 70% (ประกันวินาศภัย) อัตราส่วนทาสงการเงินรายเดือนอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐาน มากกว่า 8 อัตราส่วน มีอัตราส่วนทางการเงิน รายปีอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐานมากกว่า 16 อัตราส่วน (ประกันชีวิต) มีอัตราส่วนทาง การเงินอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐานมากกว่า 14 อัตราส่วน
ด้านข้อมูลการบริหารจัดการ พบข้อบก พร่องในระบบควบคุมภายในและการควบคุมความถูกต้องของข้อมูลทางการเงินอย่างมาก สินทรัพย์หนุนหลังต่ำกว่าภาระหนี้สินอย่างมาก ข้อสมมติฐานของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและไม่แก้ไขบุคลากรในตำแหน่งสำคัญไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมและขาดการคานอำนาจ มีการใช้ประกันภัยต่อเพื่อบิดเบือนความจริงและผิดวัตถุประสงค์ในการถ่ายโอนความเสี่ยง เป็นกลุ่มที่ผู้สอบบัญชีและนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยเห็นว่า มีข้อสังเกตจำนวนมากในถ้อยแถลงของผู้บริหาร บริษัทไม่ให้ความ ร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจากข้อสังเกตดังกล่าว ได้รับข้อมูลจากผู้สอบบัญชีว่าบริษัท ไม่ได้จัดทำบัญชีไม่ถูกต้องหรือบันทึกบัญชีไม่ครบถ้วน
สัญญาณจากข้อมูลทางการตลาด มีการเปลี่ยนแปลงอันดับ (rating) โดยสถาบันจัดอันดับ มีข้อโต้แย้งกับผู้รับประกันภัยต่อ เช่น เรื่องการปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาประกันภัยต่อ มีการกระจุกตัวในการรับเสี่ยงภัยและการลงทุนสูง มีนโยบายการตลาดที่ส่งผลเสียต่อระบบประกันภัย เช่น ตัดราคา จ่ายค่าบำเหน็จสูง มีข้อร้องเรียนสูง บริษัทที่อยู่ในกลุ่มนี้ ทางคปภ.จะเข้าตรวจ สอบเพื่อติดตามการแก้ไขฐานะการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดและพบกรรมการและผู้บริหาร ทุกท่าน ส่งหนังสือเตือนไปยังกรรมการบริษัททุกท่านให้รับทราบและให้ปรับปรุงฐานะการดำเนินงานโดยให้บริษัทส่งแผนการแก้ไขกลับมาภายใน 30 วันและต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ไม่อนุมัติให้ลงทุนในเงินให้กู้ยืมโดยมีหลักทรัพย์ทำจำนองเป็นประกันและเงินลงทุนที่ไม่นับเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องอื่นๆ ไม่อนุมัติให้ก่อภาระผูกพันเพิ่มเติม ไม่อนุมัติให้เปิดสาขาเพิ่ม ไม่อนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่และไม่อนุมัติการจ่ายเงินปันผลส่วน
กลุ่มสุดท้ายบริษัทสีแดง มีเงินกองทุนต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้บริหารระดับสูงและกรรมการไม่สามารถประเมินระดับ ความรุนแรงของปัญหาที่บริษัทประสบอยู่ กรรมการบางคนลาออก ข้อมูลทางการเงินไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและมีธุรกรรมส่วนใหญ่กับบริษัทในเครือ ไม่สามารถลงนามในเอกสารข้อมูลทางการเงินหรือคำรับรองของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ยิ่งกว่านั้น ยังมีสัญญาณทางการตลาดกล่าวคือสื่อมวลชนคาดว่าบริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ประชาชนยกเลิกกรม ธรรม์ นายหน้าเปลี่ยนไปใช้บริการจากบริษัท อื่น ไม่สามารถจ่ายค่าสินไหมทดแทนและผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ได้ โดยบริษัทที่อยู่ในกลุ่มนี้ทางสำนักงานคปภ.จะให้เสนอโครงการแก้ไขฐานะการเงินหากไม่เสนอภายในเวลาที่กำหนดหรือโครงการแก้ไขฐานะการเงินไม่ได้รับความเห็นชอบจะสั่งเพิ่มทุน หากเป็นบริษัทประกันวินาศภัยสั่งหยุดรับประกันชั่วคราวด้วย สั่งลดทุนทันที สั่งเพิ่มทุน กรณีบริษัทประกันวินาศภัยให้สั่งหยุดรับประกันเป็นการชั่วคราวด้วย สั่งถอดถอนกรรมการเข้าควบคุมบริษัทกรณีประกันชีวิตและเพิกถอนใบอนุญาต
คำถาม
1. สินทรัพย์ลงทุนต่อเงินสำรองประกันภัยต้องมากกว่าหรือเท่ากับกี่เปอร์เซ็น
2. การแบ่งสีตามความแข็งแกร่งทางการเงิน สีเขียว หมายถึง ?
3. การแบ่งสีตามความแข็งแกร่งทางการเงิน สีแดง หมายถึง ?
ที่มา หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2551
ตอบโจทย์''บริหารความเสี่ยงทางการเงิน''ทศวรรษหน้า ''เหนื่อยหนัก''
จัดทำโดย 4901102367 นางสาวรุ่งรัตน์ ตลับเพชร
ปิดฉากสัมมนาวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3-4 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือว่าปีนี้เรียกคนฟังได้สูงเป็นประวัติการณ์กว่าทุกๆปีถึง 800คน ในหลายแวดวง ทั้งนายธนาคาร นักเศรษฐศาสตร์ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า นักวิชาการ รวมทั้งผู้บริหารของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะในปีนี้มีอดีตผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยหลายท่านที่เข้าร่วมงาน
หัวข้อที่ธปท.ตั้งเป็นประเด็นใหญ่ในปีนี้ คือ การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า หรือ
Managing Financial Risks for the Coming Decade ซึ่งมาจากแนวคิดที่เห็นเศรษฐกิจขนาดเล็กอย่างประเทศไทยที่กำลังพัฒนาและเปิดกว้างในด้านการค้าและการลงทุน ยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเผชิญความผันผวนอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน และความท้าทายในช่วง 5-10ปีข้างหน้า คือ การกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆอย่างเหมาะสม
แม้ว่าโดยหัวข้อ จะเป็นการบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า แต่ก็น่าจะเรียกได้ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในประเทศอยู่ โดยเฉพาะปัจจัยที่มองไม่เห็นและอยู่เหนือการคาดการณ์ของผู้ทำนโยบาย
สุนทรพจน์ ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม กล่าวนำการสัมมนา ชี้ให้เห็นถึง การเผชิญหน้าของภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในและภายนอกประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกอย่างรุนแรง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายในประเทศ คือ ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ การมีหลักประกันทางสังคมที่อาจไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ
แม้ว่าปัจจัยเรื่องการเมืองจากความไม่แน่นอนจะเริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง แต่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่รัฐบาลใหม่จะต้องนำพาเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนผ่านกระแสโลกาภิวัตน์อย่างมั่นคงและมีภูมิคุ้มกัน
****ถอดโจทย์บริหารความเสี่ยง
ไฮไลท์หลักของงานสัมมนา ในช่วงบ่ายวันที่ 4 ตุลาคม เป็นการรวมกูรูขึ้นเวทีเสวนาเรื่อง การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า โดยปีนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) และดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ขึ้นเวทีแสดงความเห็น โดยมี ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย
ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตจากมุมมองจากกูรูและข้อเสนอแนะต่อประเด็น การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า ไว้ในหลายประเด็นที่ฝากทิ้งไว้ให้ผู้ดูแลนโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องขบคิด เช่น การเพิ่มเครื่องมือทางการเงิน การกำหนดวินัยทางการเงิน หรือแม้แต่การตั้งข้อสังเกตว่า บทเรียนที่เคยเรียนรู้จากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จะยังใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่
ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น ได้ชี้ประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญในขณะนี้ คือ ความเสี่ยงจากภายนอก เพราะตลาดมีความซับซ้อนมากขึ้น และความเสี่ยงในระยะต่อไปที่อาจจะเห็นในเร็วๆนี้ คือ เศรษฐกิจมหภาคจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้นการศึกษาจากแนวทางเก่าๆที่เคยใช้แก้ปัญหามาแล้ว จึงอาจไม่ใช่แนวทางที่รับประกันได้ว่าจะใช้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่ผลของการใช้เครื่องมือของรัฐบาล จะเป็นเรื่องยากและท้าทายต่อผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจมากขึ้น
****เกราะกันความเสี่ยงแบงก์ขึ้นกับเงินทุน
ขณะที่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองในฐานะนายธนาคาร ที่เห็นด้วยว่าตลาดการเงินไทยและตลาดการเงินโลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างมาก แต่ความเสี่ยงที่มากขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินมีความเชื่อว่า 1.สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ 2. จะสามารถหาราคาหรือผลตอบแทนที่คุ้มกับความเสี่ยงที่จะเกิดจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ความเชื่อทั้ง 2ด้านผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในระบบเศรษฐกิจแบบอาศัยกลไกตลาดในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา และเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก
แนวโน้มของธุรกิจการเงินในอนาคตท่ามกลางความเสี่ยง การรับความเสี่ยงได้เท่าไรขึ้นกับความก้าวหน้าในความรู้ความเข้าใจและปริมาณเงินทุนที่จะรองรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับผู้ถือหุ้นว่าจะยินดีที่จะให้เงินทุนมาเป็นเงินทุนของธนาคารพาณิชย์หรือไม่ ขณะที่การบริหารความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ มีประเด็นเพิ่มนอกเหนือจากความเสี่ยงทางการเงินคือ ความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจ และความเสี่ยงที่เกิดจากการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจที่มีความสำคัญ เพราะไม่มีเครื่องมือให้บริหารจัดการ เช่น ความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง
คำถาม
1. หัวข้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งเป็นประเด็นใหญ่คือ ?
2. ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศคือ ?
3. ดร.ธาริษา วัฒนเกส กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในประเทศและภายนอกประเทศว่าอย่างไร ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)