วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การคาดการณ์เงินเฟ้อกับการกำหนดนโยบายการเงินของไทย

จัดทำโดย 4901102365 นางสาวพลอยไพลิน พูลทรัพย์

ถ้าเรายึดติดกับทฤษฎีโดยมองข้ามสถานการณ์ในโลกจริง อาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจมากเกินความจำเป็น
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลต่อการใช้จ่ายของประชาชนและการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในประเทศ โดยเมื่อประชาชนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงก็จะใช้จ่ายมากขึ้นในปัจจุบัน และแรงงานก็จะเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวธนาคารกลางหลายแห่งโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วจึงใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน
เช่น เมื่อมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้น ธนาคารกลางก็จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปรับลดการคาดการณ์เงินเฟ้อลง ประเทศไทยเริ่มมีการใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นตัวแปรหนึ่งในการกำหนดนโยบายการเงิน ซึ่งผมมีความเห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันการใช้การคาดการณ์เงินเฟ้ออาจจะนำไปสู่มาตรการทางการเงินที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากการใช้จ่ายภาคเอกชนและค่าจ้างไม่มีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ
การคาดการณ์เงินเฟ้อ ก็คือ อัตราเงินเฟ้อที่ประชาชนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจหนึ่งคาดในขณะนั้นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับสูงกว่าปกติมีผลต่อเศรษฐกิจมหภาค 2 ด้าน คือ การใช้จ่ายของเอกชนและอัตราค่าจ้าง เมื่อประชาชนคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ประชาชนใช้จ่ายในปัจจุบันมากขึ้น
ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ในปัจจุบัน ถ้า นาย ก.มีเงินอยู่ 1 ล้านบาท รถยนต์ราคาคันละ 1 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ร้อยละ 5 ถ้าคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเป็นร้อยละ 7 นั่นคือราคารถยนต์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ดังนั้น ถ้า นาย ก. นำเงิน 1 ล้านบาทไปฝากธนาคาร สิ้นปีก็จะได้เงิน 1,050,000 บาท แต่ ณ สิ้นปีราคารถยนต์จะเพิ่มขึ้น 70,000 บาท เป็น 1,070,000 บาท สูงกว่าเงินฝากบวกดอกเบี้ย เพราะฉะนั้น ถ้า นาย ก. ต้องการซื้อรถก็จะรีบซื้อในตอนนี้ เนื่องจากถ้าไปซื้อในอนาคตราคารถยนต์ก็จะแพงขึ้น
อีกทั้งการนำเงินไปฝากธนาคารและได้ดอกเบี้ยรวมกันแล้วยังไม่พอที่จะซื้อรถยนต์ในปีหน้า ดังนั้น โดยทฤษฎีแล้ว การที่ประชาชนคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยก็จะทำให้ประชาชนเร่งใช้จ่ายในปัจจุบัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้อุปสงค์โดยรวมเพิ่มขึ้นและนำไปสู่การเร่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ตามด้วยการเร่งการใช้จ่ายเป็นวงจรเช่นนี้ จนทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเกินการควบคุม
นอกจากนั้น การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับสูง ยังจะทำให้แรงงานเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับราคาสินค้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามต้นทุน และอัตราเงินเฟ้อขยายตัว ซึ่งก็จะส่งผลกลับไปยังค่าจ้างอีกครั้งหนึ่ง เป็นวงจรทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยสรุปการคาดการณ์เงินเฟ้อมีผลให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นในเชิงทฤษฎี การคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลอย่างมากต่ออัตราเงินเฟ้อ ธนาคารกลางในหลายประเทศจึงนำการคาดการณ์เงินเฟ้อมาใช้เป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆ ในการกำหนดนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย โดยมีหลักการทั่วไปว่า อัตราดอกเบี้ยไม่ควรจะต่ำกว่าเงินเฟ้อที่ประชาชนคาดการณ์ไว้
ในหลายประเทศมีการกำหนดเครื่องมือเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การคาดการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งนอกจากจะมีการใช้วิธีทางสถิติที่ซับซ้อนแล้ว ยังมีการใช้ตราสารหนี้บางประเภทและการออกแบบสอบถามเพื่อใช้วัดการคาดการณ์เงินเฟ้อ ตราสารหนี้ที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ในการใช้วัดการคาดการณ์เงินเฟ้อ คือ French Index Bond ที่อิงกับเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ยังมีสถาบันหลายแห่งที่ทำการออกแบบสอบถามเกี่ยวกับการคาดการณ์เงินเฟ้อ เช่น สถาบัน Conference Board ของสหรัฐฯ และธนาคารกลางของญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบผลจากวิธีทางสถิติอีกครั้งหนึ่ง
ประเทศไทยเริ่มมีการนำการคาดการณ์เงินเฟ้อมาใช้ โดยการใช้วิธีการทางสถิติคำนวณหาการคาดการณ์เงินเฟ้อและนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดนโยบายการเงิน จากข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 9.0 ถึงร้อยละ 12.0 ด้วยความน่าจะเป็นที่ร้อยละ 79.0 และทั้งปีการคาดการณ์เงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 7.5 ถึงร้อยละ 8.8 ด้วยความน่าจะเป็นที่ร้อยละ 78.5 ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งผมคาดว่า ปัจจัยนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดที่ผ่านมา
แม้ว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลอย่างสำคัญต่อทิศทางอัตราเงินเฟ้อในอนาคต ทว่าผมมีความเห็นว่าในปัจจุบันเราไม่ควรอิงนโยบายการเงินกับการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากค่าจ้างและการใช้จ่ายของภาคเอกชนไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายไว้
การที่ค่าจ้างไม่ได้เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากในปัจจุบันอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอมาก การขึ้นราคาสินค้าก็ทำได้ยาก และแม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ดี แต่จากค่าเงินที่สูงขึ้นทำให้อัตรากำไร (Profit margin) ต่ำโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมส่งออกที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบในประเทศมาก เช่น สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และอาหารทะเลแช่แข็ง ทั้งอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและอัตรากำไรอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มค่าจ้างได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจขาลงและการเลิกจ้างเริ่มเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ สหภาพแรงงานโดยรวมของไทยก็ไม่มีความเข้มแข็งมากพอที่จะต่อรองให้เพิ่มค่าจ้างให้มากได้
สำหรับการใช้จ่ายภาคเอกชนนั้น ผมเห็นว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนจะไม่เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากในภาวะปัจจุบันมีความเสี่ยงจากสภาวะการเมืองในประเทศและความเสี่ยงจากวิกฤติการเงินในต่างประเทศ ทำให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้จ่าย ซึ่งดูได้จากในระยะหลังดัชนีการใช้จ่ายของทั้งการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวลง ทั้งๆ ที่อัตราเงินเฟ้อและคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต่างไปจากกรณีใน ปี 2547 และ 2548 ที่ราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และการใช้จ่ายภาคเอกชนขยายตัวค่อนข้างสูง
ดังนั้น การใช้จ่ายภาคเอกชนจึงมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของการคาดการณ์เงินเฟ้อในขณะนั้นได้ แต่ผมคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างกันในปัจจุบัน ทำให้คาดได้ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนจะไม่เปลี่ยนแปลงตามการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ในภาวะที่สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อลง จนนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องตึงตัว การใช้จ่ายภาคเอกชนจึงมีทิศทางที่จะชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันและอาหาร โดยล่าสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 แต่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานที่ไม่รวมพลังงานและอาหารเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.7 เท่านั้น แม้จะมีการคาดว่าราคาของทั้งพลังงานและอาหารจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่ผู้บริโภคก็จะไม่ใช้พลังงานและบริโภคอาหารสูงขึ้นมีแต่จะประหยัดมากขึ้น ส่วนการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอื่นๆ ก็ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายในปัจจุบันให้สูงขึ้นได้
ผมมีความเป็นห่วงว่า ถ้าเรายึดติดกับทฤษฎีโดยมองข้ามสถานการณ์ในโลกจริง อาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจมากเกินความจำเป็น จากเหตุผลที่ผมกล่าวมาข้างต้นประกอบกับได้รับการยืนยันจากข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ผมเชื่อว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนและค่าจ้างไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการคาดการณ์เงินเฟ้อที่อธิบายไว้ ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่าควรใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งไม่ใช่เป็นตัวแปรหลักในการกำหนดนโยบายการเงินของประเทศในภาวะการณ์ปัจจุบัน


คำถาม
1. การคาดการณ์เงินเฟ้อคือ ?
2. การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับที่สูงมีผลกระทบอย่างไร ?
3. อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากอะไร ?

http://news.mjob.in.th/economic/cat5/news20274/




วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ชำแหละระบบกำกับฐานะการเงินแนวใหม่

จัดทำโดย 4901102367 นางสาวรุ่งรัตน์ ตลับเพชร
> คปภ.จัดเกรดละเอียดยิบวัดผลรายเดือน-รายปีแนวทางการตรวจสอบและกำกับบริษัทประกันภัยแนวใหม่ที่เรียกว่าระบบเตือน ภัยล่วงหน้า (Early Warning System : EWS) ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะนำมาใช้ตรวจสอบและกำกับฐานะ การเงินบริษัทประกันภัยเพื่อให้ทุกบริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นการเตรียม ความพร้อมรองรับกติกาสากลเกณฑ์ดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Risk-based Capital : RBC) ที่จะใช้ในปี 2554 รวมถึงการเปิดเสรีภาคประกันภัยในอนาคตอันใกล้ โดยมีกำหนดเริ่มใช้ระบบตรวจสอบและกำกับแนวใหม่ในเดือนกันยายนนี้
อย่างไรก็ดี ก่อนเริ่มใช้ระบบใหม่ คปภ. ให้เวลาบริษัท 30 วันทบทวนระบบตรวจสอบและกำกับแนวใหม่จะปรับแก้ตรงจุดใดบ้าง ภายหลังการทำประชาพิจารณ์ซาวเสียงเอกชน รอบแรก ทุกบริษัทเห็นด้วยกับระบบใหม่ แต่มีข้อท้วงติงเกี่ยวกับอัตราส่วนทางการเงิน (financial Ratio) ต่างๆ ที่นำมาวิเคราะห์ฐานะการเงินเพื่อจัดกลุ่มบริษัทประกันภัยอาจจะสูงเกินไป เกรงจะกระทบกับฐานะการเงินจนทำให้บางบริษัทเจ๊งได้ โดยให้นำข้อสรุปมาทำประชาพิจารณ์กันอีกครั้งในเดือนมิถุนายน
>คปภ.วัดฐานะการเงินละเอียดยิบแยกวิเคราะห์ข้อมูลเป็นรายเดือน-รายปี
ซึ่งก่อนหน้านี้ “สยามธุรกิจ” ได้นำเสนอรายละเอียดแนวทางการตรวจสอบและกำกับแนวใหม่ไปแล้ว ฉบับนี้จะลงลึกรายละเอียดอัตราส่วนทางการเงินทั้งหมดที่สำนักงานคปภ. จะนำมาใช้ติดตามฐานะการเงินและผลการดำเนินงานบริษัทประกันภัยมีค่ามาตรฐาน สูง-ต่ำเพียงใด โดยอัตราส่วนทางการเงินทางสำนักงานคปภ.ซอยย่อยเป็นอัตราส่วนรายเดือน และรายปี เริ่มจากอัตราส่วนรายเดือนบริษัทประกันชีวิตมีทั้งหมด 13 ตัวได้แก่
1.เงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย ค่ามาตรฐานต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 150% (กฎหมายกำหนดให้สัดส่วนเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายต้องไม่ต่ำกว่า 100% หากเป็นบริษัทประกันวินาศภัยต้องไม่น้อยกว่า 10% ของเบี้ยรับสุทธิในปีที่ผ่านมาแต่ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท บริษัทประกันชีวิตไม่น้อยกว่า 2% ของเงินสำรองประกันภัยแต่ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท)
2.สินทรัพย์ลงทุนต่อเงินสำรองประกันภัยต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 100%
3.สินทรัพย์ ลงทุนต่อสินทรัพย์รวมต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 70%
4.สินทรัพย์ที่ได้รับการประเมินราคาต่อสินทรัพย์รวม (จะยกเลิกเมื่อเริ่มใช้เกณฑ์ดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง : RBC) ต้องมากกว่า หรือเท่ากับ 90%
5.ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย (รวมค่าบำเหน็จ) ต่อเบี้ยประกันภัยสุทธิและ เบี้ยปีแรกต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 100%
6.ค่า ใช้จ่ายในการรับประกันภัย (รวมค่าบำเหน็จ) ต่อเบี้ยประกันภัยสุทธิและเบี้ยปีต่อไปต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 40%
7.ความมั่นคงทางการเงิน (เงินกองทุน/เงินสำรอง) ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 4%
8.การ เปลี่ยนแปลงเงินกองทุน ลดลงได้ไม่เกิน 10% บวกได้มากกว่าหรือเท่ากับ 50%
9.เงินกองทุน ต่อหนี้สินรวม
10.เงินให้กู้ยืมที่ค้างเกิน 180 วันต่อเงินให้กู้ยืมทั้งหมด
11.สินทรัพย์รวมต่อหนี้สินรวม
12.การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์รวมและการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์แต่ละประเภทส่วนอัตราส่วนรายเดือนธุรกิจประกันวินาศภัยมีทั้งหมด 14 ตัว ได้แก่
1.เงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 150%
2.สภาพคล่อง (สำรองค่าสินไหมฯและค่าสินไหมค้างจ่าย) ต้อง มากกว่าหรือเท่ากับ 100%
3.สินทรัพย์ลงทุนต่อหนี้สินผู้เอาประกันภัยต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 100%
4.สินทรัพย์ที่ได้รับการประเมินราคาต่อสินทรัพย์รวม (จะยกเลิกเมื่อเริ่มใช้ RBC) ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 90%
5.ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย (รวมค่าบำเหน็จ) ไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 40%
6.ค่าสินไหมทดแทน ไม่น้อยกว่า หรือเท่ากับ 60%
7.ความมั่นคงทาง การเงิน (เงินกองทุน/เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ) ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 33%
8.การเปลี่ยนแปลงเงินกองทุนลดลงได้ไม่เกิน 10% บวกได้มากกว่าหรือเท่ากับ 50%
9.เงินกองทุนต่อสินทรัพย์รวม
10.สำรองประกัน ภัยต่อเงินกองทุน
11.เบี้ยประกันภัยค้างรับน้อยกว่า 60 วันต่อเบี้ยประกันภัยค้างรับทั้งหมด ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 75%
12.เบี้ยประกันภัยค้างรับต่อเงินกองทุน ไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 40%
13.การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์แต่ละประเภท และ
14.เบี้ยประกันภัยรับสุทธิต่อเบี้ยประกันภัยรับตรงสำหรับอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ติดตาม ฐานะและการดำเนินงานรายปีธุรกิจประกันชีวิตมีทั้งหมด 29 ตัวเพิ่มจากรายเดือน 16 ตัว อัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นมา ได้แก่
1.ความเพียงพอของรายได้จากการลงทุน
2.ผลตอบแทนจากการลงทุนค่ามาตรฐานยึดผลตอบแทนในตลาด (Market Yield)
3.ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ราคาบัญชี)
4.การเปลี่ยนแปลงของเบี้ยประกันภัยรับรวมและรับสุทธิ ค่ามาตรฐาน ลดลงได้ 10% เพิ่มขึ้นได้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50%
5.การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสำรอง (อัตราสำรอง=สำรองเพิ่ม (ลด) เบี้ยย้อนหลัง 12 เดือน) ลดลงได้ 20% เพิ่มขึ้นได้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 20%
6.ผลตอบแทนจากสินทรัพย์รวม
7.เงินลงทุนด้อยค่าต่อสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด
8.เงินลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกันต่อเงินกองทุน
9.สินทรัพย์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และเงินกู้โดยมีอสังหาริมทรัพย์ทำจำนองเป็นประกันต่อสินทรัพย์ลงทุนรวม
10.ความคุ้มครอง ตามกรมธรรม์ที่มีผลบังคับใช้หักเงินสำรองต่อความคุ้มครองตามกรมกธรรม์
11.อัตราส่วนการเวนคืนกรม ธรรม์และกรมธรรม์ขาดอายุต่อกรมธรรม์ใหม่
12.อัตราส่วนการเวนคืนและขาดอายุต่อหนี้สินสุทธิ
13.เบี้ยประกันภัยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
14.การเปลี่ยน แปลงเงินเอาประกันภัยของกรมธรรม์ใหม่
15.การเปลี่ยน แปลงเบี้ยรับจากกรมธรรม์ใหม่และการเปลี่ยนแปลงในเบี้ยประกันภัยรับของแต่ละผลิตภัณฑ์
ขณะที่อัตราส่วนทางการเงินรายปีของธุรกิจประกันวินาศภัยมีทั้งหมด 25 ตัว เพิ่มจากรายเดือน 11 ตัว ได้แก่
1.ผลตอบแทนจาก การลงทุน ยึดผลตอบแทนในตลาด
2.ผลตอบ แทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ราคาบัญชี)
3.การเปลี่ยนแปลงของเบี้ยประกันภัยรับรวมและรับสุทธิลดลงได้ 33% เพิ่มขึ้นน้อยกว่าหรือเท่ากับ 33%
4.การเปลี่ยนแปลงเงินสำรองประกันภัยเทียบกับปีที่แล้ว
5.การเปลี่ยนแปลงเงินสำรอง ประกันของเคลม Long-tailed (Two-year loss development)
6.ประมาณการเงินสำรองส่วนที่ขาดต่อเงินกองทุน
7.เงินลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกันต่อเงินกองทุน
8.เบี้ยประกันภัยรับต่อเงินกองทุน
9.เบี้ยประกันภัยรับสุทธิต่อเงินกองทุน
10.การเปลี่ยนแปลงในเบี้ยประกันภัยรับตรง และ
11.การเปลี่ยนแปลงในเบี้ยประกันภัยรับของแต่ละผลิตภัณฑ์
แบ่ง 4 สีตามความแข็งแกร่งทางการเงิน “เหลือง-ส้ม”จับตาใกล้ชิด/แดงจ่อถอนไลเซ่นส์
ทั้งนี้ สำนักงานคปภ.จะนำสัญญาณเตือนภัยทั้งหมดมาจัดกลุ่มบริษัทประกันภัยออกเป็น 4 กลุ่มตามความแข็งแกร่งของฐานะการเงินได้แก่
1.สีเขียว หมายถึงบริษัทมีฐานะการเงินมั่นคงและมีการบริหารมีประสิทธิภาพ มีเงินกองทุนมากกว่าหรือเท่ากับ 150% มีอัตราส่วนสินทรัพย์ ลงทุนต่อเงินกองสำรองประกันภัยมากกว่าหรือเท่ากับ 100% (บริษัทประกันชีวิต) มีอัตรา ส่วนสภาพคล่องมากกว่าหรือเท่ากับ 100% (บริษัทประกันวินาศภัย) มีอัตราส่วนทางการเงินรายเดือนอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐาน น้อยกว่า 4 อัตราส่วน และมีอัตราส่วนทางการ เงินรายปีอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐานน้อยกว่า 8 อัตราส่วน หากเป็นบริษัทประกันวินาศภัยมีอัตราส่วนทางการเงินรายปีอื่นๆ ออก นอกเกณฑ์ค่ามาตรฐานน้อยกว่า 7
2.บริษัทสีเหลืองเป็นกลุ่มที่สำนักงานคปภ.จะเริ่มจับตามอง โดยบริษัทที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้มีเงินกองทุน 110% แต่ต่ำกว่า 150% มี อัตราส่วนสินทรัพย์ลงทุนต่อเงินสำรองประกันภัย 70% แต่ต่ำกว่า 100% (บริษัทประกันชีวิต) มีสภาพคล่อง 70% แต่ต่ำกว่า 100% (บริษัทประกันวินาศภัย) มีอัตราส่วนทางการเงินรายเดือนอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์มาตรฐาน 5 ถึง 8 ตัว อัตราส่วนทางการ เงินรายปีอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์มาตรฐาน 8-16 อัตราส่วน (ประกันชีวิต) มีอัตรา ส่วนทางการเงินรายปีอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐาน 7 ถึง 14 ตัว (ประ กันวินาศภัย) ส่วนข้อมูลด้านการบริหารจัดการ มีการตอบสนองในการแก้ไขปัญหาของบริษัทล่าช้า กระบวนการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ พบข้อบกพร่องในระบบการควบคุมภายใน ไม่รายงานข้อมูลสำคัญให้คณะกรรมการบริษัททราบข้อบกพร่องในการบริหารความ เสี่ยงตามมาตรฐานขั้นต่ำและไม่มีหน่วยงานดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย ทางผู้สอบบัญชีและนักคณิตศาสตร์ประกัน ภัยมีความเห็นว่ามีข้อสังเกตที่สำคัญในถ้อยแถลงของผู้บริหารบริษัทไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการแก้ไข ปัญหา โดยมีลักษณะเป็น การปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทมากกว่าผู้เอาประกันภัย ส่วนข้อมูลทางการตลาดพบว่ามีการกระจุกตัวของการรับประกันภัยและการลงทุนเสนอราคาต่ำกว่าคู่แข่งและจ่ายค่าสินไหมทดแทนล่าช้ากลุ่มบริษัทสีเหลืองทางสำนักงานคปภ. จะเข้าตรวจสอบเป็นระยะ เข้าพบผู้บริหารกรรมการบริษัทเพื่อติดตามการแก้ไขส่งหนังสือ เตือนไปยังกรรมการบริษัททุกท่านรับทราบและ ให้ปรับปรุงฐานะการดำเนินงาน โดยให้บริษัท ส่งแผนการแก้ไขกลับมาภายใน 30 วันและต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ไม่อนุมัติ ให้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ไม่อนุญาตให้ลงทุน ในเงินให้กู้ยืมโดยมีหลักทรัพย์จำนองเป็นประกัน และไม่อนุมัติให้ก่อภาระผูกพันเพิ่มเติมกลุ่มที่
3 บริษัทสีส้ม มีเงินกองทุนขั้นต่ำตามกฎหมายแต่ไม่ถึง 110%, มีอัตราส่วนสิน ทรัพย์ลงทุนต่อเงินสำรองประกันภัยต่ำกว่า 70% (ประกันชีวิต) อัตราส่วนสภาพคล่องต่ำกว่า 70% (ประกันวินาศภัย) อัตราส่วนทาสงการเงินรายเดือนอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐาน มากกว่า 8 อัตราส่วน มีอัตราส่วนทางการเงิน รายปีอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐานมากกว่า 16 อัตราส่วน (ประกันชีวิต) มีอัตราส่วนทาง การเงินอื่นๆ ออกนอกเกณฑ์ค่ามาตรฐานมากกว่า 14 อัตราส่วน
ด้านข้อมูลการบริหารจัดการ พบข้อบก พร่องในระบบควบคุมภายในและการควบคุมความถูกต้องของข้อมูลทางการเงินอย่างมาก สินทรัพย์หนุนหลังต่ำกว่าภาระหนี้สินอย่างมาก ข้อสมมติฐานของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและไม่แก้ไขบุคลากรในตำแหน่งสำคัญไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมและขาดการคานอำนาจ มีการใช้ประกันภัยต่อเพื่อบิดเบือนความจริงและผิดวัตถุประสงค์ในการถ่ายโอนความเสี่ยง เป็นกลุ่มที่ผู้สอบบัญชีและนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยเห็นว่า มีข้อสังเกตจำนวนมากในถ้อยแถลงของผู้บริหาร บริษัทไม่ให้ความ ร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจากข้อสังเกตดังกล่าว ได้รับข้อมูลจากผู้สอบบัญชีว่าบริษัท ไม่ได้จัดทำบัญชีไม่ถูกต้องหรือบันทึกบัญชีไม่ครบถ้วน
สัญญาณจากข้อมูลทางการตลาด มีการเปลี่ยนแปลงอันดับ (rating) โดยสถาบันจัดอันดับ มีข้อโต้แย้งกับผู้รับประกันภัยต่อ เช่น เรื่องการปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาประกันภัยต่อ มีการกระจุกตัวในการรับเสี่ยงภัยและการลงทุนสูง มีนโยบายการตลาดที่ส่งผลเสียต่อระบบประกันภัย เช่น ตัดราคา จ่ายค่าบำเหน็จสูง มีข้อร้องเรียนสูง บริษัทที่อยู่ในกลุ่มนี้ ทางคปภ.จะเข้าตรวจ สอบเพื่อติดตามการแก้ไขฐานะการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดและพบกรรมการและผู้บริหาร ทุกท่าน ส่งหนังสือเตือนไปยังกรรมการบริษัททุกท่านให้รับทราบและให้ปรับปรุงฐานะการดำเนินงานโดยให้บริษัทส่งแผนการแก้ไขกลับมาภายใน 30 วันและต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ไม่อนุมัติให้ลงทุนในเงินให้กู้ยืมโดยมีหลักทรัพย์ทำจำนองเป็นประกันและเงินลงทุนที่ไม่นับเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องอื่นๆ ไม่อนุมัติให้ก่อภาระผูกพันเพิ่มเติม ไม่อนุมัติให้เปิดสาขาเพิ่ม ไม่อนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่และไม่อนุมัติการจ่ายเงินปันผลส่วน
กลุ่มสุดท้ายบริษัทสีแดง มีเงินกองทุนต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้บริหารระดับสูงและกรรมการไม่สามารถประเมินระดับ ความรุนแรงของปัญหาที่บริษัทประสบอยู่ กรรมการบางคนลาออก ข้อมูลทางการเงินไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและมีธุรกรรมส่วนใหญ่กับบริษัทในเครือ ไม่สามารถลงนามในเอกสารข้อมูลทางการเงินหรือคำรับรองของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ยิ่งกว่านั้น ยังมีสัญญาณทางการตลาดกล่าวคือสื่อมวลชนคาดว่าบริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ประชาชนยกเลิกกรม ธรรม์ นายหน้าเปลี่ยนไปใช้บริการจากบริษัท อื่น ไม่สามารถจ่ายค่าสินไหมทดแทนและผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ได้ โดยบริษัทที่อยู่ในกลุ่มนี้ทางสำนักงานคปภ.จะให้เสนอโครงการแก้ไขฐานะการเงินหากไม่เสนอภายในเวลาที่กำหนดหรือโครงการแก้ไขฐานะการเงินไม่ได้รับความเห็นชอบจะสั่งเพิ่มทุน หากเป็นบริษัทประกันวินาศภัยสั่งหยุดรับประกันชั่วคราวด้วย สั่งลดทุนทันที สั่งเพิ่มทุน กรณีบริษัทประกันวินาศภัยให้สั่งหยุดรับประกันเป็นการชั่วคราวด้วย สั่งถอดถอนกรรมการเข้าควบคุมบริษัทกรณีประกันชีวิตและเพิกถอนใบอนุญาต
คำถาม
1. สินทรัพย์ลงทุนต่อเงินสำรองประกันภัยต้องมากกว่าหรือเท่ากับกี่เปอร์เซ็น
2. การแบ่งสีตามความแข็งแกร่งทางการเงิน สีเขียว หมายถึง ?
3. การแบ่งสีตามความแข็งแกร่งทางการเงิน สีแดง หมายถึง ?
ที่มา หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2551

ตอบโจทย์''บริหารความเสี่ยงทางการเงิน''ทศวรรษหน้า ''เหนื่อยหนัก''

จัดทำโดย 4901102367 นางสาวรุ่งรัตน์ ตลับเพชร
ปิดฉากสัมมนาวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3-4 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือว่าปีนี้เรียกคนฟังได้สูงเป็นประวัติการณ์กว่าทุกๆปีถึง 800คน ในหลายแวดวง ทั้งนายธนาคาร นักเศรษฐศาสตร์ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า นักวิชาการ รวมทั้งผู้บริหารของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะในปีนี้มีอดีตผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยหลายท่านที่เข้าร่วมงาน


หัวข้อที่ธปท.ตั้งเป็นประเด็นใหญ่ในปีนี้ คือ การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า หรือ

Managing Financial Risks for the Coming Decade ซึ่งมาจากแนวคิดที่เห็นเศรษฐกิจขนาดเล็กอย่างประเทศไทยที่กำลังพัฒนาและเปิดกว้างในด้านการค้าและการลงทุน ยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเผชิญความผันผวนอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน และความท้าทายในช่วง 5-10ปีข้างหน้า คือ การกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆอย่างเหมาะสม


แม้ว่าโดยหัวข้อ จะเป็นการบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า แต่ก็น่าจะเรียกได้ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในประเทศอยู่ โดยเฉพาะปัจจัยที่มองไม่เห็นและอยู่เหนือการคาดการณ์ของผู้ทำนโยบาย


สุนทรพจน์ ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม กล่าวนำการสัมมนา ชี้ให้เห็นถึง การเผชิญหน้าของภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในและภายนอกประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกอย่างรุนแรง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายในประเทศ คือ ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ การมีหลักประกันทางสังคมที่อาจไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ


แม้ว่าปัจจัยเรื่องการเมืองจากความไม่แน่นอนจะเริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง แต่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่รัฐบาลใหม่จะต้องนำพาเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนผ่านกระแสโลกาภิวัตน์อย่างมั่นคงและมีภูมิคุ้มกัน


****ถอดโจทย์บริหารความเสี่ยง


ไฮไลท์หลักของงานสัมมนา ในช่วงบ่ายวันที่ 4 ตุลาคม เป็นการรวมกูรูขึ้นเวทีเสวนาเรื่อง การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า โดยปีนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) และดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ขึ้นเวทีแสดงความเห็น โดยมี ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย


ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตจากมุมมองจากกูรูและข้อเสนอแนะต่อประเด็น การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า ไว้ในหลายประเด็นที่ฝากทิ้งไว้ให้ผู้ดูแลนโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องขบคิด เช่น การเพิ่มเครื่องมือทางการเงิน การกำหนดวินัยทางการเงิน หรือแม้แต่การตั้งข้อสังเกตว่า บทเรียนที่เคยเรียนรู้จากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จะยังใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่


ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น ได้ชี้ประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญในขณะนี้ คือ ความเสี่ยงจากภายนอก เพราะตลาดมีความซับซ้อนมากขึ้น และความเสี่ยงในระยะต่อไปที่อาจจะเห็นในเร็วๆนี้ คือ เศรษฐกิจมหภาคจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้นการศึกษาจากแนวทางเก่าๆที่เคยใช้แก้ปัญหามาแล้ว จึงอาจไม่ใช่แนวทางที่รับประกันได้ว่าจะใช้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่ผลของการใช้เครื่องมือของรัฐบาล จะเป็นเรื่องยากและท้าทายต่อผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจมากขึ้น


****เกราะกันความเสี่ยงแบงก์ขึ้นกับเงินทุน


ขณะที่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองในฐานะนายธนาคาร ที่เห็นด้วยว่าตลาดการเงินไทยและตลาดการเงินโลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างมาก แต่ความเสี่ยงที่มากขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินมีความเชื่อว่า 1.สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ 2. จะสามารถหาราคาหรือผลตอบแทนที่คุ้มกับความเสี่ยงที่จะเกิดจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ความเชื่อทั้ง 2ด้านผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในระบบเศรษฐกิจแบบอาศัยกลไกตลาดในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา และเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก


แนวโน้มของธุรกิจการเงินในอนาคตท่ามกลางความเสี่ยง การรับความเสี่ยงได้เท่าไรขึ้นกับความก้าวหน้าในความรู้ความเข้าใจและปริมาณเงินทุนที่จะรองรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับผู้ถือหุ้นว่าจะยินดีที่จะให้เงินทุนมาเป็นเงินทุนของธนาคารพาณิชย์หรือไม่ ขณะที่การบริหารความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ มีประเด็นเพิ่มนอกเหนือจากความเสี่ยงทางการเงินคือ ความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจ และความเสี่ยงที่เกิดจากการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจที่มีความสำคัญ เพราะไม่มีเครื่องมือให้บริหารจัดการ เช่น ความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง
คำถาม
1. หัวข้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งเป็นประเด็นใหญ่คือ ?
2. ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศคือ ?
3. ดร.ธาริษา วัฒนเกส กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในประเทศและภายนอกประเทศว่าอย่างไร ?