เป็นเวลากว่าหนึ่งปีที่ชาวโลกตกอยู่ในภาวะกระวนกระวายเพราะเกรงว่าโลกจะประสบวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรง หลังฟองสบู่ด้านสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านในสหรัฐอเมริกาปะทุเมื่อตอนกลางปี 2550 ประเทศมหาอำนาจ ใช้มาตรการหลายอย่างเพื่อหวังจะป้องกันมิให้เศรษฐกิจโลกถดถอย แต่เท่าที่ผ่านมาเหตุการณ์บ่งชี้ว่า มาตรการเหล่านั้นไม่ค่อยได้ผล สถาบันการเงินขนาดใหญ่จึงทยอยล้มละลายตามกันไป พ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส มองว่าการแก้ปัญหาไม่ค่อยได้ผลเพราะผู้มีอำนาจยังอ่านเหตุการณ์ผ่านกระบวนทัศน์เก่าๆ ทั้งที่ตอนนี้โลกการเงินได้เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือแล้ว เนื่องจากเขามองว่า "ทฤษฎีสะท้อนกลับไปกลับมา" (Reflexivity Theory) ของเขาสามารถอ่านเหตุการณ์โลกใหม่ได้ดีกว่า เขาจึงเสนอให้ใช้ทฤษฎีนี้อ่านตลาดการเงินและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ข้อเสนอของเขาอยู่ในหนังสือขนาด 160 หน้าชื่อ The New Paradigm for Financial Markets: The Credit Crisis of 2008 and What It Means ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อตอนกลางปี 2551
ผู้เขียนแบ่งการนำเสนอออกเป็นสองภาคเสริมด้วยบทนำ ลำดับเหตุการณ์และลักษณะสำคัญๆ เกี่ยวกับปัญหาและบทสรุป ในบทนำ เขาเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า "เรากำลังตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตทางการเงินที่ร้ายแรงที่สุดในช่วงเวลา 70 ปี" วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วง 70 ปีนั้นเพราะมันเป็นผลของการสิ้นสุดแห่งการขยายตัวขนานใหญ่ ในด้านการเงิน บนพื้นฐานของการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสำรองของโลก วิกฤตครั้งนี้ต้องการกระบวนทัศน์ หรือฐานความคิดใหม่ หรือจะเรียกว่าแว่นตาใหม่ก็ได้ เพื่อทำความเข้าใจเพราะกระบวนทัศน์ หรือแว่นตาเก่าซึ่งมองว่าตลาดการเงินมีแรงโน้มเข้าสู่ภาวะสมดุลเสมอใช้ไม่ได้แล้ว กระบวนทัศน์ใหม่ไม่เพียงจะใช้ได้กับตลาดการเงินเท่านั้น หากยังใช้ได้โดยทั่วไปอีกด้วย
หัวใจของกระบวนทัศน์ใหม่วางอยู่บนฐานของความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกนึกคิดกับความจริงโดยเสนอว่า การรับรู้และการตีความหมายที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง มีบทบาทสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์ กรอบของกระบวนทัศน์ใหม่ เริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่ในสมัยที่ผู้เขียนยังเป็นนักศึกษา ตอนนั้นเขาเริ่มมองว่าสมมติฐานของทฤษฎีการแข่งขันจำพวกสมบูรณ์ แบบไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเฉพาะสมมุติฐานเกี่ยวกับการที่ทุกคนมีความรู้แบบครบถ้วนสมบูรณ์ เขามองว่าการตัดสินใจของผู้ที่อยู่ในตลาด มิได้วางอยู่บนฐานของความรู้เท่านั้น หากยังวางอยู่บนฐานของการรับรู้ที่มีอคติปะปนอยู่อีกด้วย และการตัดสินใจแบบนี้มีบทบาทสำคัญต่อราคาสินค้า และปัจจัยพื้นฐานที่สะท้อนออกมาในรูปของราคานั้นด้วย ฉะนั้นความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่อยู่ในตลาดมีบทบาทสองด้าน นั่นคือ ด้านแรกเป็นการแสวงหาความเข้าใจในความเป็นไปในตลาด และด้านที่สองเกี่ยวกับความต้องการจะชักใยให้เหตุการณ์เป็นไปในแนวที่ตนต้องการ
แม้กรอบความคิดของเขาจะไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ผู้เขียนได้ใช้มันมาเป็นเวลานาน ทั้งในด้านการบริหารจัดการกองทุนเพื่อเก็งกำไร และในด้านทำกิจกรรมเกี่ยวกับการกุศล และสุดท้ายมันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเขาอย่างแยกออกไม่ได้แล้ว
ผู้เขียนเสนอว่าวิกฤตครั้งนี้เริ่มต้นในเดือนสิงหาคม 2550 เมื่อธนาคารกลางต่างๆ เริ่มอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธนาคาร วิกฤตครั้งนี้สามารถคาดเดาได้ตั้งแต่หลายปีก่อน นั่นคือ ในตอนฟองสบู่ทางเทคโนโลยีแตกเมื่อปลายปี 2543 ธนาคารกลางอเมริกันพยายามป้องกันมิให้เกิดปัญหาร้ายแรง โดยการลดดอกเบี้ยพื้นฐานติดต่อกันหลายครั้งในช่วงเวลาไม่กี่เดือนจาก 6.5% เหลือ 3.5%
หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 เมื่อผู้ก่อการร้ายโจมตีอเมริกา ธนาคารกลางก็ลดดอกเบี้ยลงไปจนถึง 1% ซึ่งต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อยังผลให้อัตราดอกเบี้ยจริงติดลบ นั่นหมายความว่าเงินมีราคาถูกเสียจนส่งผลให้คนจำนวนมาก ต้องการยืมเงิน ทั้งเพื่อนำไปซื้อบ้านและเพื่อนำไปใช้ในกิจการอย่างอื่นซึ่งรวมทั้งการเก็งกำไรและการบริโภคแบบไม่อั้นด้วย ธนาคารที่ให้กู้เงินซื้อบ้านลดมาตรฐานการให้กู้ลงและหาวิธีให้กู้แบบใหม่ๆ เพื่อตนเองจะได้ค่าบริการมากขึ้น ส่วนวาณิชธนกิจก็สร้างเครื่องมือทางการเงินขึ้นมาใหม่ เพื่อขายความเสี่ยงต่อไปให้แก่ผู้ที่มีเงินลงทุน และต้องการค่าตอบแทนสูงๆ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันต่างๆ พร้อมกับหาทางซุกซ่อนสภาพทางการเงินที่แท้จริงของตนไว้
การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านได้ง่ายนำไปสู่การแย่งกันซื้อยังผลให้ราคาบ้านพุ่งขึ้นไปถึงราว 50% ในช่วงเวลา 5 ปี พร้อมกับมีการก่อสร้างบ้านใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาบ้านที่พุ่งขึ้นไปเอื้อให้เจ้าของบ้านสามารถยืมเงินออกมาใช้ได้มากขึ้น โดยการนำบ้านไปจำนองรอบสองต่อสถาบันการเงิน ส่งผลให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นมันยังนำไปสู่การเก็งกำไรในราคาบ้านอย่างกว้างขวางอีกด้วย ข้อมูลบ่งว่าราว 40% ของบ้านที่ซื้อขายกันในปี 2548 เกิดขึ้นโดยผู้ซื้อไม่หวังที่จะใช้เป็นที่อยู่อาศัย หากเพื่อหวังขายเอากำไรอย่างรวดเร็ว
ธนาคารที่ลดมาตรฐานของการให้เงินกู้รู้ว่าตนกำลังเผชิญกับความเสี่ยงต่อการไม่ได้เงินคืนสูงมาก พวกเขาจึงหาวิธีลดความเสี่ยงนั้นด้วยการขายหนี้ต่อไปให้ผู้อื่นโดยการนำหนี้มายำเป็นอนุพันธ์หรือตราสารหนี้ที่มือชื่อว่า "หนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน" หรือ Collateralized Debt Obligations (CDO) สถาบันการเงินต่างๆ นำตราสารหนี้เทียมจำพวกนี้ไปยำเพื่อขายต่อไปอีกหลายทอด
ผู้เกี่ยวข้องในการทำสังฆกรรมสร้างตราสารหนี้เทียมขึ้นนี้ทำรายได้ให้แก่ตัวเองอย่างงดงาม โดยไม่มีความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายมากนัก ก่อนที่ฟองสบู่จะปะทุออกมา ตราสารหนี้เทียมจึงมีค่ามากกว่าครึ่งหนึ่ง ของค่าตราสารหนี้ที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ฯ การสร้างตราสารหนี้เทียมนี้ แพร่ขยายออกไปถึงด้านอื่นโดยเฉพาะในด้านการซื้อประกันความเสี่ยง กองทุนเพื่อเก็งกำไรขนาดใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการออกประกัน การประกันแบบนี้จะมีค่าจริงแค่ไหนไม่มีใครสามารถประเมินได้ แต่สถาบันการเงินต่างๆ ก็ซื้อขายกันอย่างกว้างขวางจนราคาของสัญญาซื้อขายรวมกันได้ถึงเกือบ 43 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่าสองเท่าของราคาค่าหุ้นทั้งหมด ในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา กระบวนการนี้ก่อให้เกิดการกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย
สถานการณ์แนวนี้มีเกิดขึ้นแล้วเมื่อราวสองทศวรรษก่อนและจบลงด้วยการล้มละลายของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีใครใส่ใจมากนักนอกจากผู้เชี่ยวชาญบางคน ซึ่งทำนายการล้มละลายของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ไว้หลายปีก่อนที่มันจะเกิดขึ้น
เมื่อฟองสบู่ปะทุออกมา ตลาดการเงินประสบปัญหาอย่างรวดเร็ว จากหนี้ซื้อบ้านด้อยมาตรฐานไปถึงตราสารและอนุพันธ์ต่างๆ รวมทั้งอนุพันธ์ที่มีผู้คิดว่ามีความเสี่ยงต่ำด้วย กองทุนเพื่อเก็งกำไรที่ใช้เงินกู้ในอัตราสูงเริ่มล้มละลายสร้างความกดดันเพิ่มขึ้น ให้แก่ระบบการเงิน ธนาคารต่างๆ ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้ พวกเขาจึงเริ่มงดให้เงินกู้ส่งผลให้ตลาดขาดสภาพคล่อง จริงอยู่ธนาคารกลางพยายามแก้ปัญหาด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบ แต่ปัญหากลับแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว จากภาคที่อยู่อาศัยไปถึงบัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อซื้อยานยนต์ อาคารพาณิชย์และตราสารหนี้ของเทศบาล ผู้เขียนมองว่าวิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างกับครั้งก่อนๆ และจะมีความยืดเยื้อและสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้แก่เศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินและผู้มีอำนาจใช้เวลานานกว่าจะรู้ว่าปัญหาหนักหนาสาหัสกำลังเกิดขึ้น เขาเห็นว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะทั้งผู้มีอำนาจควบคุมตลาดการเงิน และผู้อยู่ในตลาดการเงินเอง ไม่เข้าใจการทำงานของตลาดการเงินอย่างแท้จริง การรับรู้และการเข้าใจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงนี้เอง ที่นำไปสู่พฤติกรรมที่ทำให้เกิดวิกฤต ซึ่งเขาจะขยายต่อไปในภาคหนึ่งและภาคสองของหนังสือ
คำถาม
1. สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นประสบปัญหาคืออะไร ?
2. ทางออกของธนาคารที่ปล่อยกู้แล้ว คาดว่าจะไม่ได้รับเงินกู้คืน ธนาคารลดความเสี่ยงด้วยวิธีใด ?
3. ผู้เขียนมีแนวคิดอย่างไร ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ?
ที่มา