จัดทำโดย 4901102293 วิษณุ ลอยมา
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการสนับสนุนสินเชื่อที่เก่าแก่ที่สุดคือ ทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ (the commercial loan theory) ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ The Wealth of Nations ของ Adam Smith ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2319 โดยมีประเด็นที่ชี้ว่า ธนาคารพาณิชย์ควรสนับสนุนเฉพาะเงินกู้ที่มีลักษณะ 3 ประการ คือ เป็นเงินกู้ระยะสั้น (short term loan) ที่มีระยะเวลาการชำระคืนไม่เกิน 1 ปี สามารถชำระหนี้ได้ด้วยตัวเอง (self liquidating) และเป็นหนี้ในเชิงพาณิชย์ (commercial paper) หมายถึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การเคลื่อนย้าย และการตลาดของสินค้าที่แท้จริง
อย่างไรก็ตามในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ได้เกิดทฤษฎีใหม่ที่เกี่ยวกับการให้กู้ของธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกา คือ ทฤษฎีแห่งการคาดคะเนรายได้ล่วงหน้า (anticipated income theory) ซึ่งมีข้อสรุปตรงข้ามกับทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ โดยสนับสนุนการให้เงินกู้ระยะยาวหากผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตได้ (Smith อ้างถึงใน วเรศ อุปปาติก, 2541, หน้า 19)
ทฤษฎีสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่มีการอ้างอิงกันมากอีกทฤษฎี คือ ทฤษฎีตัวกลางทางการเงิน (Financial Intermediaries Theory) ที่ได้ระบุถึงความสำคัญของธนาคารพาณิชย์ซึ่งทำหน้าที่ในการดูดซับเงินออมส่วนเกินของครัวเรือนเพื่อส่งต่อไปยังนักลงทุนที่มีความต้องการลงทุน ซึ่งธนาคารสามารถดำเนินบทบาทดังกล่าวได้อย่างดี เนื่องจากธนาคารมีความสามารถในการประเมินความเสี่ยง (assessing risk) จากความสามารถในการรวบรวมข้อมูลและการจัดทำนิติกรรมสัญญา ในขณะเดียวกัน ทฤษฎีกระจายความเสี่ยง (portfolio diversification) ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ธนาคารสามารถกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ดำเนินธุรกิจกับลูกค้าจำนวนมาก มีประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าจากความได้เปรียบของต้นทุนการดำเนินงาน (transaction cost) ที่ต่ำ ซึ่งเป็นผลจากการประหยัดจากขนาด (economy of scale)
จากบทความที่มีชื่อเสียงของ Stiglitz and Weiss (1981) ได้เกิดแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ในเรื่องความอสมมาตรของข้อมูล (asymmetric information) ซึ่งมีการนำไปใช้อธิบายลักษณะตลาดสินเชื่อว่าเป็นตลาดที่ไม่สมบูรณ์ (imperfection in credit market) เนื่องจากผู้ให้กู้มีข้อมูลของผู้กู้น้อยกว่าผู้กู้ โดยในแนวคิดนี้ธนาคารพาณิชย์จะมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นตัวกลางทางการเงิน เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาอสมมาตรของข้อมูลได้ดีกว่าผู้ให้กู้อื่น ๆ ด้วยเหตุของจำนวนลูกค้าที่มาก ซึ่งก่อให้เกิดการประหยัดจากขนาด (economy of scale) ในการรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้กู้ในระยะยาว (long-term customer relationship)
สำหรับทฤษฎีที่มีความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนในเรื่องของการสนับสนุนสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ต่อ SMEs คือ ทฤษฎีการจัดสรรสินเชื่อ (Theory of Credit Rationing) ซึ่งได้กล่าวว่าความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูลจะนำไปสู่ปัญหาการเลือกที่ผิด (adverse selection) โดยนำแนวคิดเรื่องความอสมมาตรของข้อมูล (asymmetric information) มาใช้ โดยอธิบายว่า ก่อนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ธนาคารไม่สามารถแยกผู้กู้ที่คาดว่าจะมีผลตอบแทนที่สูงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงออกจากผู้กู้ที่มีผลตอบแทนที่ต่ำกว่า รวมถึงไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าผู้กู้รายใดจะมีพฤติกรรมไร้จรรยาบรรณ (moral hazard) ซึ่งนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ในโครงการอื่นที่มีความเสี่ยงสูง จากปัญหาดังกล่าว เมื่อความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ธนาคารจึงไม่ได้ใช้กลไกของอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว แต่ใช้วิธีการจัดสรรสินเชื่อ (credit rationing) เนื่องจากผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงยินดีที่จะจ่ายอัตราดอกเบี้ยในระดับที่สูงกว่าผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ และผู้กู้ที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูงมีแนวโน้มที่จะนำเงินกู้ไปลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ทั้งนี้ SMEs ต้องเผชิญกับปัญหาการจัดสรรสินเชื่อมากกว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่เนื่องจากความอ่อนแอในระบบบัญชีและการเงินตลอดจนลักษณะการบริหารงานแบบครอบครัว ทำให้ความอสมมาตรของข้อมูลระหว่างธนาคารกับ SMEs มีมากกว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่ ส่งผลให้ SMEs ที่มีโครงการซึ่งมีความเป็นไปได้สูงและมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value--NPV) เป็นบวก มีโอกาสไม่ได้รับสินเชื่อ
ธนาคารพาณิชย์พยายามหาแนวทางในการป้องกันปัญหาการเลือกผิด (adverse selection) ด้วยการขจัดความไม่เท่าเทียมของข้อมูลโดยกำหนดให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รวบรวมและรายงานข้อมูลที่จะสามารถแยกแยะกิจการที่ดีออกจากกิจการที่ไม่ดีได้ โดยในต่างประเทศ หน่วยงานที่ดำเนินการดังกล่าว คือ บริษัทที่จัดอันดับเครดิต (credit rating) เช่น Standard and Poor’s หรือMoody’s Investors Service ซึ่งในทางปฏิบัติ บริษัทเหล่านี้จะประเมินข้อมูลของธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก
สำหรับการป้องกันปัญหาการไร้จรรยาบรรณ (moral hazzard) นั้น ธนาคารใช้วิธีการอนุมัติสินเชื่อให้กับโครงการที่มีสัดส่วนมูลค่าสินทรัพย์สุทธิสูงเทียบกับขนาดของวงเงินสินเชื่อ เพื่อให้ผู้กู้เกิดความรับผิดชอบในการใช้เงิน นอกจากนั้น การขอหลักประกันจากผู้กู้ถือได้ว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ธนาคารใช้ในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ (Mishkin, 2001, pp. 213-213) อย่างไรก็ตาม การขอหลักประกันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์เผชิญกับปัญหาการเลือกที่ผิด (adverse selection) เช่นกัน โดยผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงจะพยายามหาหลักประกันให้กับธนาคาร ในขณะที่ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำจะหันไปพึ่งพาการระดมทุนจากตลาดการเงินอื่น
ธนาคารเป็นองค์กรที่แสวงหากำไรสูงสุดด้วยการให้เงินกู้กับผู้กู้ในปัจจุบันโดยคาดว่าจะได้รับคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยในอนาคต (Burton & Lombra, 2003, p. 233) ด้วยการที่ผลประโยชน์ที่จะได้รับมีความผูกพันกับอนาคต ทำให้ธุรกรรมด้านสินเชื่อมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้ แต่สามารถทำให้น้อยที่สุดได้ (minimize risk) โดยการบริหารความเสี่ยง (risk management) ผ่านนโยบายสินเชื่อ (credit policy) ด้วยวิธีการ ต่าง ๆ เช่น การจำกัดขนาดของวงเงินสินเชื่อต่อราย การกระจายประเภทธุรกิจที่ให้สินเชื่อ (credit portfolio) รวมถึงการใช้เครื่องมือด้านการวิเคราะห์การเงินเพื่อการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ (credit worthiness assessment) (Cade, 1999, p. 135; Hempel & Simonson, 1999, p. 73)
Altman and Saunders (1998, pp. 1722-1726) พบว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รูปแบบการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่ได้รับความนิยมมีด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรก เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ (subjective analysis or expertise analysis) ซึ่งใช้หลักการวิเคราะห์ 5C’s เป็นเครื่องมือหลัก โดย 5C’s หมายถึง ความน่าเชื่อถือของผู้กู้ (character) ความเพียงพอของเงินทุน (capital) ความสามารถในการชำระหนี้ (capacity) หลักประกัน (collateral) และภาวะธุรกิจ (condition) วิธีที่สอง เป็นการใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบคะแนนสินเชื่อ (credit scoring system) ซึ่งมีการให้น้ำหนักกับอัตราส่วนทางการเงิน ต่าง ๆ อาทิเช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้รวม อัตราส่วนของรายได้ต่อสินทรัพย์ อัตราเติบโตของรายได้ อัตราเติบโตของสินทรัพย์ เป็นต้น โดยใช้เครื่องมือทางสถิติในรูปแบบจำลองประเภทต่าง ๆ เข้ามาช่วย เช่น แบบจำลองความเป็นไปได้แบบเส้นตรง (the linear probability model) แบบจำลองลอจิก (the logic model) แบบจำลองโฟบิท (the probit model) และแบบจำลองการวิเคราะห์แบบแบ่งแยก (the discriminant analysis model) วิธีที่สาม คือ แบบจำลองตลาดทุน (capital market model) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประเมินความเป็นไปได้ของการผิดนัดชำระและการล้มละลายอย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อยืนยันว่าการใช้การประเมินความเสี่ยงสินเชื่อด้วยวิธีใดมีประสิทธิภาพที่สุด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะใช้แนวทางใดในการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ การประเมินที่ถูกต้องใกล้เคียงย่อมขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ธนาคารได้รับจากผู้กู้หรือการรวบรวมข้อมูลของผู้กู้
จากระบบของการประเมินความเสี่ยงดังกล่าว สามารถแยกความเสี่ยงของสินเชื่อได้เป็น 2 ประเภท คือ ความเสี่ยงสินเชื่อทางตรง (direct credit risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ประเมินจากข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative information) จากงบการเงินและส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ (หากตัวเลขที่ได้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องไม่ถูกบิดเบือน) และความเสี่ยงสินเชื่อทางอ้อม (indirect credit risk) เช่น ขนาดกิจการ อายุกิจการ รูปแบบกิจการ โดยกิจการที่มีขนาดใหญ่กว่า อายุนานกว่า กิจการที่เป็นนิติบุคคลจะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือกว่า และมีการเปิดเผยข้อมูลมากกว่า ส่งผลให้ความเสี่ยงของกิจการในสายตาของธนาคารลดลง
คำถาม
1.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการสนับสนุนสินเชื่อที่เก่าแก่ที่สุดคือ?
2.มีการเกิดทฤษฎีใหม่ที่เกี่ยวกับการให้กู้ของธนาคารพาณิชยในสหรัฐอเมริกาคือทฤษฎี?
3.จากระบบของการประเมินความเสี่ยงสามารถแยกสินเชื่อได้กี่ประเภท อะไรบ้าง?
ที่มา
http://www.powerplanthailand.com/index.php/บทความ/สินเชื่อ/สินเชื่อ-SMEs-ตอน-บทบาทของธนาคารพาณิชย์.html
วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
7 ความคิดเห็น:
1.ทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ (the commercial loan theory)
2.ทฤษฎีแห่งการคาดคะเนรายได้ล่วงหน้า (anticipated income theory)
3.รูปแบบการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่ได้รับความนิยมมีด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรก เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ วิธีที่สอง เป็นการใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบคะแนนสินเชื่อ วิธีที่สาม คือ แบบจำลองตลาดทุน
ตอบโดย นางสาวกมลี วีระกุล
เลขทะเบียน 4902100454
ตอบคำถาม
1.ทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ (the commercial loan theory)
2.ทฤษฎีแห่งการคาดคะเนรายได้ล่วงหน้า (anticipated income theory)
3.รูปแบบการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่ได้รับความนิยมมีด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรก เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ วิธีที่สอง เป็นการใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบคะแนนสินเชื่อ วิธีที่สาม คือ แบบจำลองตลาดทุน
นายพีรวัฒน์ ผ่องพัฒน์
เลขทะเบียน 4901100055
1.ทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ (the commercial loan theory)
2.ทฤษฎีแห่งการคาดคะเนรายได้ล่วงหน้า (anticipated income theory)
3.รูปแบบการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่ได้รับความนิยมมีด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรก เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ วิธีที่สอง เป็นการใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบคะแนนสินเชื่อ วิธีที่สาม คือ แบบจำลองตลาดทุน
นายอภินันท์ เกียรติจานนท์
เลขทะเบียน 4901100116
1.ทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ (the commercial loan theory)
2.ทฤษฎีแห่งการคาดคะเนรายได้ล่วงหน้า (anticipated income theory)
3.รูปแบบการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่ได้รับความนิยมมีด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรก เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ วิธีที่สอง เป็นการใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบคะแนนสินเชื่อ วิธีที่สาม คือ แบบจำลองตลาดทุน
นายอนุสรณ์ มหิทธาฤทธิกร เลขทะเบียน 5001103023
1.ทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ (the commercial loan theory)
2.ทฤษฎีแห่งการคาดคะเนรายได้ล่วงหน้า (anticipated income theory)
3.รูปแบบการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่ได้รับความนิยมมีด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรก เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ วิธีที่สอง เป็นการใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบคะแนนสินเชื่อ วิธีที่สาม คือ แบบจำลองตลาดทุน
นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน 48210375
1.ทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ (the commercial loan theory)
2.ทฤษฎีแห่งการคาดคะเนรายได้ล่วงหน้า (anticipated income theory)
3.รูปแบบการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่ได้รับความนิยมมีด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรก เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ วิธีที่สอง เป็นการใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบคะแนนสินเชื่อ วิธีที่สาม คือ แบบจำลองตลาดทุน
นางสาวขนิษฐา ร้อยออำแพง
เลขทะเบียน4901102127
1.ทฤษฎีการให้กู้เพื่อการพาณิชย์ (the commercial loan theory)
2.ทฤษฎีแห่งการคาดคะเนรายได้ล่วงหน้า (anticipated income theory)
3.รูปแบบการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่ได้รับความนิยมมีด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรก เป็นการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ วิธีที่สอง เป็นการใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบคะแนนสินเชื่อ วิธีที่สาม คือ แบบจำลองตลาดทุน
แสดงความคิดเห็น