จัดทำโดย 4901102365 นางสาวพลอยไพลิน พูลทรัพย์
ถ้าเรายึดติดกับทฤษฎีโดยมองข้ามสถานการณ์ในโลกจริง อาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจมากเกินความจำเป็น
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลต่อการใช้จ่ายของประชาชนและการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในประเทศ โดยเมื่อประชาชนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงก็จะใช้จ่ายมากขึ้นในปัจจุบัน และแรงงานก็จะเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวธนาคารกลางหลายแห่งโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วจึงใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน
เช่น เมื่อมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้น ธนาคารกลางก็จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปรับลดการคาดการณ์เงินเฟ้อลง ประเทศไทยเริ่มมีการใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นตัวแปรหนึ่งในการกำหนดนโยบายการเงิน ซึ่งผมมีความเห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันการใช้การคาดการณ์เงินเฟ้ออาจจะนำไปสู่มาตรการทางการเงินที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากการใช้จ่ายภาคเอกชนและค่าจ้างไม่มีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ
การคาดการณ์เงินเฟ้อ ก็คือ อัตราเงินเฟ้อที่ประชาชนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจหนึ่งคาดในขณะนั้นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับสูงกว่าปกติมีผลต่อเศรษฐกิจมหภาค 2 ด้าน คือ การใช้จ่ายของเอกชนและอัตราค่าจ้าง เมื่อประชาชนคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ประชาชนใช้จ่ายในปัจจุบันมากขึ้น
ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ในปัจจุบัน ถ้า นาย ก.มีเงินอยู่ 1 ล้านบาท รถยนต์ราคาคันละ 1 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ร้อยละ 5 ถ้าคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเป็นร้อยละ 7 นั่นคือราคารถยนต์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ดังนั้น ถ้า นาย ก. นำเงิน 1 ล้านบาทไปฝากธนาคาร สิ้นปีก็จะได้เงิน 1,050,000 บาท แต่ ณ สิ้นปีราคารถยนต์จะเพิ่มขึ้น 70,000 บาท เป็น 1,070,000 บาท สูงกว่าเงินฝากบวกดอกเบี้ย เพราะฉะนั้น ถ้า นาย ก. ต้องการซื้อรถก็จะรีบซื้อในตอนนี้ เนื่องจากถ้าไปซื้อในอนาคตราคารถยนต์ก็จะแพงขึ้น
อีกทั้งการนำเงินไปฝากธนาคารและได้ดอกเบี้ยรวมกันแล้วยังไม่พอที่จะซื้อรถยนต์ในปีหน้า ดังนั้น โดยทฤษฎีแล้ว การที่ประชาชนคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยก็จะทำให้ประชาชนเร่งใช้จ่ายในปัจจุบัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้อุปสงค์โดยรวมเพิ่มขึ้นและนำไปสู่การเร่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ตามด้วยการเร่งการใช้จ่ายเป็นวงจรเช่นนี้ จนทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเกินการควบคุม
นอกจากนั้น การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับสูง ยังจะทำให้แรงงานเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับราคาสินค้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามต้นทุน และอัตราเงินเฟ้อขยายตัว ซึ่งก็จะส่งผลกลับไปยังค่าจ้างอีกครั้งหนึ่ง เป็นวงจรทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยสรุปการคาดการณ์เงินเฟ้อมีผลให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นในเชิงทฤษฎี การคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลอย่างมากต่ออัตราเงินเฟ้อ ธนาคารกลางในหลายประเทศจึงนำการคาดการณ์เงินเฟ้อมาใช้เป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆ ในการกำหนดนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย โดยมีหลักการทั่วไปว่า อัตราดอกเบี้ยไม่ควรจะต่ำกว่าเงินเฟ้อที่ประชาชนคาดการณ์ไว้
ในหลายประเทศมีการกำหนดเครื่องมือเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การคาดการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งนอกจากจะมีการใช้วิธีทางสถิติที่ซับซ้อนแล้ว ยังมีการใช้ตราสารหนี้บางประเภทและการออกแบบสอบถามเพื่อใช้วัดการคาดการณ์เงินเฟ้อ ตราสารหนี้ที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ในการใช้วัดการคาดการณ์เงินเฟ้อ คือ French Index Bond ที่อิงกับเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ยังมีสถาบันหลายแห่งที่ทำการออกแบบสอบถามเกี่ยวกับการคาดการณ์เงินเฟ้อ เช่น สถาบัน Conference Board ของสหรัฐฯ และธนาคารกลางของญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบผลจากวิธีทางสถิติอีกครั้งหนึ่ง
ประเทศไทยเริ่มมีการนำการคาดการณ์เงินเฟ้อมาใช้ โดยการใช้วิธีการทางสถิติคำนวณหาการคาดการณ์เงินเฟ้อและนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดนโยบายการเงิน จากข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 9.0 ถึงร้อยละ 12.0 ด้วยความน่าจะเป็นที่ร้อยละ 79.0 และทั้งปีการคาดการณ์เงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 7.5 ถึงร้อยละ 8.8 ด้วยความน่าจะเป็นที่ร้อยละ 78.5 ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งผมคาดว่า ปัจจัยนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดที่ผ่านมา
แม้ว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อจะมีผลอย่างสำคัญต่อทิศทางอัตราเงินเฟ้อในอนาคต ทว่าผมมีความเห็นว่าในปัจจุบันเราไม่ควรอิงนโยบายการเงินกับการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากค่าจ้างและการใช้จ่ายของภาคเอกชนไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายไว้
การที่ค่าจ้างไม่ได้เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากในปัจจุบันอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอมาก การขึ้นราคาสินค้าก็ทำได้ยาก และแม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ดี แต่จากค่าเงินที่สูงขึ้นทำให้อัตรากำไร (Profit margin) ต่ำโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมส่งออกที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบในประเทศมาก เช่น สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และอาหารทะเลแช่แข็ง ทั้งอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและอัตรากำไรอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มค่าจ้างได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจขาลงและการเลิกจ้างเริ่มเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ สหภาพแรงงานโดยรวมของไทยก็ไม่มีความเข้มแข็งมากพอที่จะต่อรองให้เพิ่มค่าจ้างให้มากได้
สำหรับการใช้จ่ายภาคเอกชนนั้น ผมเห็นว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนจะไม่เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากในภาวะปัจจุบันมีความเสี่ยงจากสภาวะการเมืองในประเทศและความเสี่ยงจากวิกฤติการเงินในต่างประเทศ ทำให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้จ่าย ซึ่งดูได้จากในระยะหลังดัชนีการใช้จ่ายของทั้งการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวลง ทั้งๆ ที่อัตราเงินเฟ้อและคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต่างไปจากกรณีใน ปี 2547 และ 2548 ที่ราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และการใช้จ่ายภาคเอกชนขยายตัวค่อนข้างสูง
ดังนั้น การใช้จ่ายภาคเอกชนจึงมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของการคาดการณ์เงินเฟ้อในขณะนั้นได้ แต่ผมคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างกันในปัจจุบัน ทำให้คาดได้ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนจะไม่เปลี่ยนแปลงตามการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ในภาวะที่สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อลง จนนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องตึงตัว การใช้จ่ายภาคเอกชนจึงมีทิศทางที่จะชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันและอาหาร โดยล่าสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 แต่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานที่ไม่รวมพลังงานและอาหารเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.7 เท่านั้น แม้จะมีการคาดว่าราคาของทั้งพลังงานและอาหารจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่ผู้บริโภคก็จะไม่ใช้พลังงานและบริโภคอาหารสูงขึ้นมีแต่จะประหยัดมากขึ้น ส่วนการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอื่นๆ ก็ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายในปัจจุบันให้สูงขึ้นได้
ผมมีความเป็นห่วงว่า ถ้าเรายึดติดกับทฤษฎีโดยมองข้ามสถานการณ์ในโลกจริง อาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจมากเกินความจำเป็น จากเหตุผลที่ผมกล่าวมาข้างต้นประกอบกับได้รับการยืนยันจากข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ผมเชื่อว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนและค่าจ้างไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการคาดการณ์เงินเฟ้อที่อธิบายไว้ ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่าควรใช้การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งไม่ใช่เป็นตัวแปรหลักในการกำหนดนโยบายการเงินของประเทศในภาวะการณ์ปัจจุบัน
คำถาม
1. การคาดการณ์เงินเฟ้อคือ ?
2. การคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับที่สูงมีผลกระทบอย่างไร ?
3. อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากอะไร ?
http://news.mjob.in.th/economic/cat5/news20274/
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
5 ความคิดเห็น:
สมาชิกกลุ่ม 13
1.ทำงานได้ดีแล้วค่ะ แต่ครูขอให้ทำในรูปแบบที่บอกไว้คือ
-ชื่อบทความ
-จัดทำโดย เลขทะเบียน ชื่อสกุล
-เนื้อหาบทความ
-คำถาม
-ที่มา
2.ส่งไฟล(การแบ่งงานกันทำ๖กำหนดการทำบทความ ใครทำบทความสัปดาห์ไหนมาให้ครูด้วยค่ะ
ลิศรา
1. อัตราเงินเฟ้อที่ประชาชนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจหนึ่งคาดในขณะนั้นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
2. ยังจะทำให้แรงงานเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับราคาสินค้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามต้นทุน และอัตราเงินเฟ้อขยายตัว ซึ่งก็จะส่งผลกลับไปยังค่าจ้างอีกครั้งหนึ่ง เป็นวงจรทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3. ราคาน้ำมันและอาหาร
นางสาวนภากร ไตรรัตน์วรวุฒิ
48210128
คำตอบ
1. อัตราเงินเฟ้อที่ประชาชนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจหนึ่งคาดในขณะนั้นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
2. ยังจะทำให้แรงงานเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับราคาสินค้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามต้นทุน และอัตราเงินเฟ้อขยายตัว ซึ่งก็จะส่งผลกลับไปยังค่าจ้างอีกครั้งหนึ่ง เป็นวงจรทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3. ราคาน้ำมันและอาหาร
นางสาว อัจจิมา ตั้งใจบูรณะ
เลขทะเบียน4901108458
1. อัตราเงินเฟ้อที่ประชาชนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจหนึ่งคาดในขณะนั้นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
2. ยังจะทำให้แรงงานเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับราคาสินค้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามต้นทุน และอัตราเงินเฟ้อขยายตัว ซึ่งก็จะส่งผลกลับไปยังค่าจ้างอีกครั้งหนึ่ง เป็นวงจรทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3. ราคาน้ำมันและอาหาร
นายอนุชิต คชานุบาล
เลขทะเบียน 48210018
1. อัตราเงินเฟ้อที่ประชาชนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจหนึ่งคาดในขณะนั้นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
2. ยังจะทำให้แรงงานเรียกร้องค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับราคาสินค้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามต้นทุน และอัตราเงินเฟ้อขยายตัว ซึ่งก็จะส่งผลกลับไปยังค่าจ้างอีกครั้งหนึ่ง เป็นวงจรทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3. ราคาน้ำมันและอาหาร
นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน 48210375
แสดงความคิดเห็น