วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ตอบโจทย์''บริหารความเสี่ยงทางการเงิน''ทศวรรษหน้า ''เหนื่อยหนัก''

จัดทำโดย 4901102367 นางสาวรุ่งรัตน์ ตลับเพชร
ปิดฉากสัมมนาวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3-4 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือว่าปีนี้เรียกคนฟังได้สูงเป็นประวัติการณ์กว่าทุกๆปีถึง 800คน ในหลายแวดวง ทั้งนายธนาคาร นักเศรษฐศาสตร์ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า นักวิชาการ รวมทั้งผู้บริหารของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะในปีนี้มีอดีตผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยหลายท่านที่เข้าร่วมงาน


หัวข้อที่ธปท.ตั้งเป็นประเด็นใหญ่ในปีนี้ คือ การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า หรือ

Managing Financial Risks for the Coming Decade ซึ่งมาจากแนวคิดที่เห็นเศรษฐกิจขนาดเล็กอย่างประเทศไทยที่กำลังพัฒนาและเปิดกว้างในด้านการค้าและการลงทุน ยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเผชิญความผันผวนอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน และความท้าทายในช่วง 5-10ปีข้างหน้า คือ การกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆอย่างเหมาะสม


แม้ว่าโดยหัวข้อ จะเป็นการบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า แต่ก็น่าจะเรียกได้ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในประเทศอยู่ โดยเฉพาะปัจจัยที่มองไม่เห็นและอยู่เหนือการคาดการณ์ของผู้ทำนโยบาย


สุนทรพจน์ ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม กล่าวนำการสัมมนา ชี้ให้เห็นถึง การเผชิญหน้าของภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในและภายนอกประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกอย่างรุนแรง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายในประเทศ คือ ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ การมีหลักประกันทางสังคมที่อาจไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ


แม้ว่าปัจจัยเรื่องการเมืองจากความไม่แน่นอนจะเริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง แต่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่รัฐบาลใหม่จะต้องนำพาเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนผ่านกระแสโลกาภิวัตน์อย่างมั่นคงและมีภูมิคุ้มกัน


****ถอดโจทย์บริหารความเสี่ยง


ไฮไลท์หลักของงานสัมมนา ในช่วงบ่ายวันที่ 4 ตุลาคม เป็นการรวมกูรูขึ้นเวทีเสวนาเรื่อง การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า โดยปีนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) และดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ขึ้นเวทีแสดงความเห็น โดยมี ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย


ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตจากมุมมองจากกูรูและข้อเสนอแนะต่อประเด็น การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า ไว้ในหลายประเด็นที่ฝากทิ้งไว้ให้ผู้ดูแลนโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องขบคิด เช่น การเพิ่มเครื่องมือทางการเงิน การกำหนดวินัยทางการเงิน หรือแม้แต่การตั้งข้อสังเกตว่า บทเรียนที่เคยเรียนรู้จากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จะยังใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่


ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น ได้ชี้ประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญในขณะนี้ คือ ความเสี่ยงจากภายนอก เพราะตลาดมีความซับซ้อนมากขึ้น และความเสี่ยงในระยะต่อไปที่อาจจะเห็นในเร็วๆนี้ คือ เศรษฐกิจมหภาคจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้นการศึกษาจากแนวทางเก่าๆที่เคยใช้แก้ปัญหามาแล้ว จึงอาจไม่ใช่แนวทางที่รับประกันได้ว่าจะใช้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่ผลของการใช้เครื่องมือของรัฐบาล จะเป็นเรื่องยากและท้าทายต่อผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจมากขึ้น


****เกราะกันความเสี่ยงแบงก์ขึ้นกับเงินทุน


ขณะที่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองในฐานะนายธนาคาร ที่เห็นด้วยว่าตลาดการเงินไทยและตลาดการเงินโลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างมาก แต่ความเสี่ยงที่มากขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินมีความเชื่อว่า 1.สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ 2. จะสามารถหาราคาหรือผลตอบแทนที่คุ้มกับความเสี่ยงที่จะเกิดจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ความเชื่อทั้ง 2ด้านผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในระบบเศรษฐกิจแบบอาศัยกลไกตลาดในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา และเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก


แนวโน้มของธุรกิจการเงินในอนาคตท่ามกลางความเสี่ยง การรับความเสี่ยงได้เท่าไรขึ้นกับความก้าวหน้าในความรู้ความเข้าใจและปริมาณเงินทุนที่จะรองรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับผู้ถือหุ้นว่าจะยินดีที่จะให้เงินทุนมาเป็นเงินทุนของธนาคารพาณิชย์หรือไม่ ขณะที่การบริหารความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ มีประเด็นเพิ่มนอกเหนือจากความเสี่ยงทางการเงินคือ ความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจ และความเสี่ยงที่เกิดจากการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจที่มีความสำคัญ เพราะไม่มีเครื่องมือให้บริหารจัดการ เช่น ความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง
คำถาม
1. หัวข้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งเป็นประเด็นใหญ่คือ ?
2. ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศคือ ?
3. ดร.ธาริษา วัฒนเกส กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในประเทศและภายนอกประเทศว่าอย่างไร ?

4 ความคิดเห็น:

utccbx007g9 กล่าวว่า...

คำตอบคือ

1. การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า
2. ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ การมีหลักประกันทางสังคมที่อาจไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ
3. การเผชิญหน้าของภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในและภายนอกประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกอย่างรุนแรง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายในประเทศ คือ ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ การมีหลักประกันทางสังคมที่อาจไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ
แม้ว่าปัจจัยเรื่องการเมืองจากความไม่แน่นอนจะเริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง แต่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่รัฐบาลใหม่จะต้องนำพาเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนผ่านกระแสโลกาภิวัตน์อย่างมั่นคงและมีภูมิคุ้มกัน

นายวศิน ลี้หลบพาล
เลขทะเบียน 4901108388

เมธินทร์ เนื่องจำนงค์ กล่าวว่า...

คำถาม
1. หัวข้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งเป็นประเด็นใหญ่คือ
ตอบ การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า หรือ Managing Financial Risks for the Coming Decade

2. ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศคือ
ตอบ ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ หลักประกันทางสังคมที่ไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ

3. ดร.ธาริษา วัฒนเกส กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในประเทศและภายนอกประเทศว่าอย่างไร ?
ตอบ การเผชิญหน้าของภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในและภายนอกประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกอย่างรุนแรง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายในประเทศ คือ ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ การมีหลักประกันทางสังคมที่อาจไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ
แม้ว่าปัจจัยเรื่องการเมืองจากความไม่แน่นอนจะเริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง แต่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่รัฐบาลใหม่จะต้องนำพาเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนผ่านกระแสโลกาภิวัตน์อย่างมั่นคงและมีภูมิคุ้มกัน

251utccbx007g3@gmail.com กล่าวว่า...

ตอบคำถาม

1. หัวข้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งเป็นประเด็นใหญ่คือ การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า หรือ Managing Financial Risks for the Coming Decade

2. ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศคือ ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ หลักประกันทางสังคมที่ไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ

3. ดร.ธาริษา วัฒนเกส กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในประเทศและภายนอกประเทศว่าการเผชิญหน้าของภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในและภายนอกประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกอย่างรุนแรง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายในประเทศ คือ ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ การมีหลักประกันทางสังคมที่อาจไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ
แม้ว่าปัจจัยเรื่องการเมืองจากความไม่แน่นอนจะเริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง แต่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่รัฐบาลใหม่จะต้องนำพาเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนผ่านกระแสโลกาภิวัตน์อย่างมั่นคงและมีภูมิคุ้มกัน

นางสาวชุติมา เจริญชนม์
เลขทะเบียน 4901100540

251utccbx007g10 กล่าวว่า...

1. การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในทศวรรษหน้า

2. ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ การมีหลักประกันทางสังคมที่อาจไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ

3. การเผชิญหน้าของภาวะเศรษฐกิจไทยกับความเสี่ยงภายในและภายนอกประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกอย่างรุนแรง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายในประเทศ คือ ความเปราะบางภายในของเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน สถาบันการเงิน ภาครัฐ การมีหลักประกันทางสังคมที่อาจไม่เพียงพอแก่ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจ
แม้ว่าปัจจัยเรื่องการเมืองจากความไม่แน่นอนจะเริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง แต่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่รัฐบาลใหม่จะต้องนำพาเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนผ่านกระแสโลกาภิวัตน์อย่างมั่นคงและมีภูมิคุ้มกัน


นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน 48210375